Categories
อาหารไทย

ต้มยำกุ้งน้ำข้น รสชาติจัดจ้าน น้ำซุปสีแดงสวย น่ารับประทาน

ต้มยำกุ้งน้ำข้น

ต้มยำกุ้งน้ำข้น เป็นอาหารที่มีชื่อเสียงอย่างมาก นอกจากจะเป็นอาหารประจำชาติไทยแล้วยังเป็นที่โด่งดังไปทั่วโลก ถึงขนาดที่ว่าชาวต่างชาติคนไหนที่มาประเทศไทยแล้วไม่ได้ลิ้มลอง “ต้มยำกุ้ง” ก็เหมือนกับว่ามาไม่ถึงเลยทีเดียว ไม่มีหลักฐานปรากฏแน่ชัดว่าต้มยำกุ้งนั้นถูกคิดค้นมาตั้งแต่เมื่อใด แต่สันนิษฐานว่าเป็นอาหารพื้นบ้านของชาวภาคกลางที่นิยมนำเครื่องสมุนไพรท้องถิ่นมาต้มกับสัตว์ที่หาได้จากแม่น้ำ เช่น ปลา หรือกุ้งแม่น้ำ เมื่อนำกุ้งที่มีมันมาต้มจึงได้น้ำซุปที่มีลักษณะสีแดงข้น 

ต่อมาร้านอาหารจีนได้มาเปิดจำนวนมากในประเทศไทย และมีร้านหนึ่งได้แก้ปัญหาที่หากุ้งที่มีมันเยอะมาต้มไม่ได้ ด้วยการใส่นมจืดและน้ำพริกเผาลงไป ทำให้ได้ต้มยำที่มีซุปแบบข้นดังที่เห็นและนิยมทานกันในปัจจุบันนั่นเอง

ต้มยำกุ้งน้ำข้น

สูตรต้มยำกุ้งน้ำข้น น้ำซุปเข้มข้น สีสวย รสชาติจัดจ้าน หอมเครื่องต้มยำแซ่บ ๆ ทำตามได้ไม่ยาก

ต้มยำกุ้งน้ำข้น 

ส่วนประกอบของต้มยำกุ้ง

  1. กุ้งก้ามกราม 700 กรัม 
  2. เห็ดฟาง 400 กรัม 
  3. ตะไคร้ 70 กรัม 
  4. ข่า 70 กรัม 
  5. หอมแดง 70 กรัม 
  6. ใบมะกรูด 3 กรัม 
  7. รากผักชี 5 กรัม 
  8. ผักชี 15 กรัม 
  9. ผักชีฝรั่ง 15 กรัม 
  10. พริกแห้ง 10 กรัม 
  11. พริกขี้หนูสวน 15 กรัม 
  12. น้ำเปล่า 1,000 กรัม 
  13. น้ำมะนาว 5 ช้อนโต๊ะ 
  14. น้ำปลา 6 ช้อนโต๊ะ 
  15. น้ำพริกเผา 2 ช้อนโต๊ะ 
  16. นมข้นจืด 120 กรัม

วิธีทำต้มยำกุ้ง

  1. ทำการคั่วพริกแห้งให้หอมบนกระทะด้วยไฟปานกลาง เมื่อได้ที่แล้วตักขึ้นมาพัก
  2. ใส่น้ำเปล่าลงในหม้อ ต้มให้น้ำเดือดดีก่อน
  3. ใส่รากผักชี ข่า ตะไคร้ หอมแดง ลงไป 
  4. เติมเกลือ 1 ช้อนชา และเห็ดฟางปริมาณตามความชอบ
  5. ใส่พริกขี้หนูสวยบุบพอแตก ใส่กับพริกแดงคั่ว ตำให้เข้ากันพักไว้
  6. เมื่อน้ำเดือดจัดใส่กุ้งลงไป ไม่ต้องคน 
  7. ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำพริกเผา ค่อย ๆ คนให้เข้ากัน
  8. ใส่น้ำข้นจืดลงไปตามความต้องการว่าจะได้ต้มยำที่น้ำข้นมากน้อยแค่ไหน
  9. ใส่พริกที่เราโขลกเตรียมไว้เลยตามความต้องการ
  10. ใส่ใบมะกรูด แล้วต้มอีกสักพักให้เริ่มเดือดเล็กน้อย ก็ปิดเตา
  11. ปรุงรสชาติด้วยน้ำมะนาว คนให้เข้ากัน ใส่ผักชีฝรั่ง ผักชีไทย ตามชอบ
  12. พร้อมเสิร์ฟ

วิธีทำ ต้มยำกุ้งน้ำข้น สูตรใส่กะทิหอมหวาน รสนัวกว่าสูตรอื่น ๆ ทำได้ง่ายแบบสุด ๆ

ต้มยำกุ้งน้ำข้น

วัตถุดิบต้มยํากุ้งน้ำข้น

  1. กุ้งก้ามกราม 10 ตัว (ประมาณ 1 กิโลกรัม) 
  2. ซุปหมูก้อน 1 ก้อน 
  3. เกลือ 1/2 ช้อนชา 
  4. น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ 
  5. กระเทียม 4-5 กลีบ 
  6. หอมแดง 10 หัว 
  7. มะขามเปียก 2-3 ช้อนโต๊ะ 
  8. น้ำพริกเผา 2 ช้อนโต๊ะ 
  9. พริกแดง พริกขี้หนูสวน 1/2 ถ้วย 
  10. มะเขือเทศ 1 ถ้วย 
  11. ตะไคร้ 2-3 ต้น 
  12. ข่า 10 ชิ้น 
  13. ใบมะกรูด 4-5 ใบ 
  14. มะนาวสด 2-3 ลูก 
  15. เห็ดฟาง 2 ถ้วย 
  16. ต้มหอม ผักชีไทย ผักชีฝรั่ง 1 ถ้วย 
  17. กะทิสด 250 ml 
  18. น้ำสะอาด 1 ลิตร

วิธีทำต้มยำกุ้งน้ำข้น

  1. เตรียมหม้อใส่น้ำต้มให้เดือด 
  2. ใส่ซุปก้อน เกลือ ข่า ตะไคร้ทุบ หอมแดง กระเทียม ปิดฝาต้มต่อให้เดือดประมาณ 1-2 นาที 
  3. ใส่น้ำพริกเผาลงไป คนพอเข้ากัน ให้น้ำพริกเผาละลาย 
  4. ใส่กุ้งก้ามกราม เห็ดฟาง ใส่มะเขือเทศ ต้มต่ออีกประมาณ 1 นาที 
  5. ฉีกใบมะกรูดลงไป ใส่พริกขี้หนูสวน พริกแดง ตำหยาบ ๆ 
  6. ปรุงรสด้วยน้ำมะขามเปียก น้ำปลา คนนิดหน่อย 
  7. ต้มพอเดือดใส่กะทิลงไป ชิมรสปรุงให้ได้ตามชอบ 
  8. ปิดไฟ บีบน้ำมะนาวสด ๆ ลงไป ใส่ต้นหอม ผักชีไทย ผักชีฝรั่ง 

สูตรเด็ด ต้มยํากุ้งน้ำข้นสูตรโบราณ รสเผ็ดเข้มข้นถึงใจ กุ้งฉ่ำน้ำต้มยำแบบสุด ทำกินได้ทั้งบ้าน

วัตถุดิบและส่วนผสมในต้มยำกุ้งน้ำข้น

  1. กุ้ง 250 กรัม 
  2. เห็ดฟาง 10 ชิ้น 
  3. ข่า 1 แง่ง 
  4. ตะไคร้ 3 ต้น 
  5. ใบมะกรูด 3 ใบ 
  6. พริกแดง 2 ช้อนโต๊ะ 
  7. พริกขี้หนูสวน 1 ช้อนโต๊ะ 
  8. นมข้นจืด 1+1/2 ถ้วย 
  9. พริกเผา 2 ช้อนโต๊ะ 
  10. น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ 
  11. มะนาว 2+1/2 ช้อนโต๊ะ

ขั้นตอนการทำต้มยำกุ้งน้ำข้น

  1. ต้มน้ำให้ร้อน แล้วใส่ข่า ตะไคร้ซอยลงไป ต้มให้เดือด
  2. ใส่ใบมะกรูดฉีก ใส่พริกโขลก พริกเผา คนส่วนผสมให้ละลาย
  3. ปรุงรสด้วยน้ำปลา เห็ดฟาง กุ้ง ต้มให้กุ้งสุกดี
  4. เทนมข้นจืดลงไป ปิดไฟ แล้วบีบมะนาว
  5. ใส่ผักชีซอย ผักชีฝรั่ง พริกขี้หนูบุบ
  6. พร้อมเสิร์ฟ

ทำความรู้จักกับ ประโยชน์ต้มยํากุ้งน้ำข้น นอกจากความอร่อยยังเต็มเปี่ยมด้วยคุณประโยชน์

ต้มยำกุ้งน้ำข้นถูกจัดเป็นหนึ่งห้าสิบอาหารที่มีรสชาติอร่อยที่สุดในโลก และยังเป็นอาหารประจำชาติไทยอีกด้วย นอกจากความอร่อยจัดจ้าน และเข้มข้นของเครื่องต้มยำแล้วนั้น เมนูนี้ยังเต็มไปด้วยสารอาหารที่ช่วยบำรุงร่างกายอีกด้วย

ประโยชน์จาก “ข่า” และ “ตะไคร้” สมุนไพรพื้นบ้านของไทย

ต้มยำกุ้งน้ำข้น

ในสูตรของต้มยำกุ้งมักจะมีการใส่ข่าและตะไคร้ลงไปในน้ำต้มยำ เพื่อดับกลิ่นคาวของเนื้อสัคว์และเพิ่มความหอมให้กับน้ำแกง โดยที่ข่านั้นเป็นสมุนไพรชั้นยอดที่ช่วยขับลม ทำให้ระบบการไหลเวียนโลหิตเป็นไปอย่างสะดวก เพิ่มการเผาผลาญของร่างกาย แก้อาการคลื่นไส้อาเจียน เมารถเมาเรือ อีกทั้งยังลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ มีลมในระบบทางเดินอาหาร จุกเสียดแน่นท้องได้อีกด้วย 

ตะไคร้เป็นพืชล้มลุกตระกูลเดียวกับหญ้า มีส่วนช่วยขับเหงื่อ บำรุงธาตุ และทำให้เจริญอาหาร และช่วยป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ 

ประโยชน์จาก “หอมแดง” ในต้มยำกุ้งน้ำข้น

ต้มยำกุ้งน้ำข้น

หอมแดงเป็นสมุนไพรคู่ครัวไทยมาอย่างยาวนาน นิยมนำมาเป็นส่วนผสมหลักในเมนูต่าง ๆ ไม่ว่าจะแกง น้ำพริก หรือพริกแกงชนิดต่าง ๆ มีรสเผ็ดร้อนเล็กน้อย และมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว หอมแดงมีประโยชน์ช่วยลดอาการหวัด รักษาอาการหอบหืดและไอเรื้อรัง ช่วยเพิ่มอุณหภูมิของร่างกาย บำรุงสมองและช่วยให้ระบบขับถ่ายดียิ่งขึ้น

ประโยชน์จาก “เห็ดฟาง” ผักท้องถิ่นหาทานง่ายที่มาพร้อมประโยชน์อย่างน่าเหลือเชื่อ

ต้มยำกุ้งน้ำข้น

เห็ดฟางเป็นเห็ดที่คนไทยนิยมรับประทานมากที่สุด มีรสหวานเย็น ช่วยบำรุงร่างกาย บำรุงโลหิต ช่วยย่อยอาหาร แก้ร้อนใน ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดก้อนมะเร็ง ป้องกันโรคเหงือกและโรคเลือดออกตามไรฟันอีกด้วย

เคล็ดลับต้มยำกุ้งสูตรอร่อย

หลังจากที่เราได้ทราบถึงประวัติ ต้มยํากุ้งกันไปแล้ว รวมถึงได้ทราบขั้นตอนในการทำต้มยำกุ้งน้ำข้นตามสูตรข้างต้นที่เรานำมาฝากกัน แต่ถ้ารู้เคล็ดลับพิเศษที่จะช่วยให้ต้มยำกุ้งของเรามีรสชาติที่อร่อยจนใคร ๆ ที่ได้ชิมก็ติดใจแล้วคงดีไม่น้อย นั่นคือการที่ไม่ควรใส่กะทิหรือนมข้นจืดลงไปก่อนเพราะจะทำให้แตกมันและดูไม่น่ารับประทาน นอกจากนั้นการใส่ใบมะกรูดตอนหลัง ๆ จะช่วยให้น้ำมันหอมระเหยของมะกรูดยังคงอยู่ในน้ำต้มยำไม่ได้ถูกระเหยออกไปจนหมด คงกลิ่นไว้ได้มากกว่าใส่ก่อน

Categories
อาหารนานาชาติ อาหารไทย

แซนด์วิชกระเพราอกไก่ไข่ดาว อาหารเช้าสุดอร่อย

แซนด์วิชกระเพราอกไก่ไข่ดาว อาหารเช้าสุดอร่อย

ส่วนมากคนมักทำเมนูนี้เป็นอาหารเช้าเพราะทำง่ายและรับประทานง่าย ใช้เวลาประกอบอาหารน้อยและมีรสชาติอร่อย สามารถทำแบ่งไปเป็นมื้อกลางวันด้วยได้ เมนูนี้คือ แซนด์วิชกระเพราอกไก่ไข่ดาว ถึงแม้ชื่อจะยาวไปสักหน่อยแต่ความอร่อยก็มากพอ ๆ กับความยาวชื่อ เหมือนเป็นการผสมผสานกันของอาหารตะวันตกและอาหารเอเชียบ้านเรา ซึ่งทำออกมาแล้วรสชาติลงตัวจนคุณอาจลืมข้าวผัดกระเพราไปเลยก็ได้ วัตถุดิบส่วนใหญ่หาได้ตามท้องตลาดทั่วไปแทบทุกอย่าง และสามารถนำมาทำอาหารได้หลายมื้อด้วย ที่สำคัญคือเรื่องรสชาติหากปรุงดี ๆ จะเป็นแซนด์วิชแบบไทย ๆ ที่อร่อยมาก เป็น เมนูอาหารคลีนไม่น่าเบื่อ เพราะมีการผสมผสาน และรับประทานสะดวกอีกด้วยเหมาะที่จะทำใส่กล่องนำไปรับประทานที่ทำงาน เรามาดูวัตถุดิบและวิธีทำกันดีกว่าว่าใช้อะไรบ้างและแตกต่างข้าวผัดกระเพราไข่ดาวอย่างไร

วัตถุดิบแซนด์วิชกระเพราอกไก่ไข่ดาว

  • ขนมปังโฮลวีต
  • อกไก่สับ
  • กระเทียมไทย
  • พริกขี้หนู
  • น้ำตาลมะพร้าว
  • ซอสหอยนางรม Low Sodium
  • ซีอิ้ว Low Sodium 
  • ใบกะเพรา
  • สเปรย์น้ำมัน
  • ไข่ไก่

วิธีทำแซนด์วิชกระเพราอกไก่ไข่ดาว

  1. นำกระเทียม พริกขี้หนูมาโขลกให้เข้ากัน
  2. ตั้งกระทะให้ร้อน ฉีดสเปรย์น้ำมันบาง ๆ บนกระทะ ใส่พริกกระเทียมที่โขลกไว้ลงไป ผัดจนมีกลิ่นหอม นำอกไก่สับที่เตรียมไว้ใส่ลงไปผัดไปเรื่อย ๆ จนกว่าไก่เริ่มสุก
  3. พอไก่สุกแล้ว ปรุงรสด้วยซอสหอยนางรม Low Sodium ซีอิ้ว Low Sodium น้ำตาลมะพร้าว ผัดให้เข้ากันชิมรสตามชอบ 
  4. ผัดจนได้ที่แล้วใส่ใบกระเพราลงไปผัดต่ออีกหน่อยแล้วปิดไฟ
  5. ตั้งกระทะไฟแรงแล้วหรี่ลงเป็นไฟกลาง ฉีดสเปรย์น้ำมันเล็กน้อย ตอกไข่ไก่ลงไปทอดตามชอบว่าจะให้ไข่แดงสุกหรือไม่ เมื่อเสร็จแล้วพักไว้
  6. นำขนมปังโฮลวีตแผ่นแรกมาวางไข่ดาวที่ทอดไว้ก่อน ตามด้วยขนมปังแผ่นที่สองประกบด้านบน จากนั้นตักกระเพราอกไก่ที่ผัดไว้ลงไป เกลี่ยให้กระจายตัว ตบท้ายด้วยขนมปังแผ่นที่ 3 เสร็จแล้วหั่นครึ่ง จัดลงภาชนะรับประทานได้

ไม่ยากเลยกับเมนู แซนด์วิชกระเพราไข่ดาว ทำง่ายไม่แพ้ผัดกระเพราเลยทีเดียว หลายคนมักทำเมนูนี้รับประทานในตอนเช้าหรือทำใส่กล่องไปรับประทานเป็นมื้อเที่ยงที่ทำงานเพราะรับประทานได้สะดวกและให้พลังงานที่พอเพียงในมื้อกลางวันได้เป็นอย่างดี ถึงแม้ขั้นตอนการทำจะดูยุ่งยากไปบ้างเพราะต้องทอดไข่ ทำผัดกระเพรา แต่ไม่ใช้เวลานาน เพียงแค่นำมาวางบนขนมปังก็เสร็จแล้ว 

หัวใจของอาหารคลีนคือ อาหารที่ผ่านการปรุงแต่งน้อยที่สุดและมีไขมันดี ไม่มีไขมันและไม่ทำให้อ้วน ในปัจจุบันนี้อาหารคลีนยังไม่มีวางขายกันตามข้างทาง ส่วนมากมักต้องผูกปิ่นโตกับร้านค้า และมีราคาค่อนข้างแพง แต่จะมีข้อดีตรงที่ว่าไม่ต้องคิดเมนูอาหารเองเพราะทางร้านได้จัดเมนูให้เรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องลงมือทำอาหารและเตรียมวัตถุดิบเอง ส่วนข้อเสียคืออาหารคลีนแบบผูกปิ่นโตมีราคาแพง การทำรับประทานเองน่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่าสำหรับคนกินคลีน เพราะหากเราทำรับประทานเอง เราสามารถเลือกเมนูที่เราชอบได้ทุกมื้อและสามารถเปลี่ยนแปลงเมนูต่าง ๆ ได้ง่าย ประหยัด แต่ข้อเสียก็คือต้องเผื่อเวลามาประกอบอาหารเองเป็นมื้อกลางวันทุกวัน แต่อย่างไรเสียส่วนมากคนที่เริ่มกินคลีนนั้นก็ต้องตัดสินใจอยู่แล้วว่าต้องมากับความตั้งใจจริง เพราะก่อนเริ่มกินคลีนต้องงดหลายอย่าง น้ำอัดลม ชาไข่มุก หมูกระทะ เป็นต้น การเสียเวลาทำอาหารรับประทานเองจึงเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ของคนกินคลีน บางคนถึงขั้นทำขายสร้างรายได้เป็นธุรกิจหลักเลยก็มี เพราะนับวันกระแสการกินคลีนยิ่งมีมากขึ้น เพราะคนเราหันมารักษาสุขภาพมากขึ้น ปัญหาความอ้วนที่มากขึ้นก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้คนหันมากินคลีนกัน และต้องแปลกใจที่กินคลีนไปสักพักรูปร่างกลับดีขึ้นได้โดยที่ไม่ต้องอดอาหาร นี่คือเหตุผลที่ทำให้หลายคนหันมากินคลีน นอกจากรูปร่างดีแล้วสุขภาพก็ดีตามไปด้วย ลองนำเมนูนี้ไปใส่ไว้ในเมนูอาหารคลีนของคุณแล้วคุณจะมีความสุขกับการกินคลีน

 

 

 

 

เว็บบอล

Categories
ขนมหวาน อาหารไทย

สูตรทำลูกชุบผลไม้แบบง่ายแสนง่าย รสชาติอร่อยทานเพลินแบบสุด ๆ 

สูตรทำลูกชุบผลไม้แบบง่ายแสนง่าย รสชาติอร่อยทานเพลินแบบสุด ๆ 

ลูกชุบผลไม้เป็นขนมไทยหน้าตาแสนน่ารักในรูปแบบของผลไม้แบบย่อส่วนที่เรามักเห็นกันอย่างคุ้นตา แต่จะมีใครทราบที่มาของขนมไทยชนิดนี้กันบ้างไหมน้า? วันนี้เรามีคำตอบค่า…ที่มาของลูกชุบซึ่งเป็นขนมหวานประจำถิ่นของโปรตุเกสที่เข้ามาในสยามช่วงสมัยอยุธยา ซึ่งต้นฉบับชาวโปรตุกีสจะใช้เม็ดอัลมอนด์ซึ่งประเทศไทยไม่มีจึงใช้ถั่วเขียวแทน นิยมทำเป็นของหวานหลังมื้ออาหารและให้เป็นของฝากกันในช่วงเทศกาลสำคัญต่าง ๆ  

ชวนทำลูกชุบผลไม้ มาเตรียมส่วนผสมพร้อมการลงมือทำไปพร้อมกันดีกว่า

ลูกชุบผลไม้นับเป็นขนมไทยที่ค่อนข้างหาทานยาก ไม่ได้ทำกันในปริมาณมากเท่ากับปริมาณความต้องการของตลาด เนื่องมาจากเป็นขนมที่ต้องใช้ฝีมือและเวลาพอสมควร แต่วันนี้เราจะมาพาทุกคนไปลงมือเข้าครัว โชว์ฝีมือในการทำกันดีกว่า รับรองว่าสูตรที่เตรียมมานั้นทำตามได้ไม่ยาก และได้รสชาติลูกชุบที่หอมมันทานเพลินแน่นอน

ส่วนผสมและวัตถุดิบการทำลูกชุบ

ส่วนเนื้อขนม 

1. ถั่วเขียวเลาะเปลือก 700 กรัม (ปริมาณทำครึ่งได้เลยอันนี้ทำเยอะ) 

2. หัวกะทิ 800 มิลลิลิตร 

3. น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วยตวง 

4. เกลือ 1/4 ช้อนชา

5. สีผสมอาหาร 

ส่วนตัววุ้นเคลือบ 

1. น้ำเปล่า 2 ถ้วยตวง

2. ผงวุ้น 2-3 ช้อนชา 

3. กลิ่นมะลิ 2-3 หยด

วิธีทำขนมลูกชุบ

1. นำถั่วเขียวเลาะเปลือกล้างน้ำ 7-8 รอบจนน้ำใส จากนั้นแช่น้ำทิ้งไว้ 3 ชั่วโมง

2. นำถั่วเขียวมาล้างอีกรอบ แล้วนำไปรองด้วยผ้าขาวบาง แล้วนึ่งเป็นเวลา 20 นาที

3. นำถั่วเขียวไปปั่นให้ละเอียด

4. นำถั่วที่ละเอียดมากวนในกระทะด้วยไฟอ่อนจนแห้ง อาจจะลองใช้มือจับว่าพอจะปั้นได้หรือยัง 

5. พอเนื้อถั่วอุ่นแล้วปั้นให้เป็นทรงกลม ขนาดเท่า ๆ กันจนหมด

6. หยิบถั่วมาปั้นเป็นทรงต่าง ๆ ตามชอบ เช่น มังคุด ชมพู่ แคร์รอต

7. นำถั่วที่เราปั้นไปชุบสีผสมอาหารที่เตรียมไว้ ในส่วนเล็ก ๆ เราอาจจะใช้พู่กันช่วย

8. ทำน้ำวุ้นด้วยน้ำเปล่า 2 ถ้วยตวงและผงวุ้น 3 ช้อนชา คนให้เข้ากัน จากนั้นใส่กลิ่นมะลิ หรือใครจะเติมน้ำตาลด้วยก็ได้ พัก 5-10 นาที

9. ใช้ไฟกลางในการต้มวุ้น คนให้เข้ากันอย่างต่อเนื่องจนผงวุ้นละลายดี จากนั้นยกลงเทในภาชนะ

10. นำลูกชุบที่แห้งแล้วมาชุบวุ้นทุกอันจนหมด พักให้แห้งสนิท

ประโยชน์มากมายที่ได้จากลูกชุบผลไม้ ขนมหวานแสนอร่อยประโยชน์เพียบ!

ลูกชุบผลไม้ที่เราทำนั้นมีส่วนผสมหลักเป็นถั่วเขียวกะเทาะเปลือก น้ำตาล กะทิ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสารอาหารที่ได้จากธรรมชาติซึ่งให้พลังงานให้แก่ร่างกาย ขนมรสชาติหวานมันกำลังพอดี ทานได้เพลิน ๆ จำนวนมากนี้ เป็นขนมไทยอีกหนึ่งชนิดที่มีรสชาติอร่อย ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ก็หลงรัก เรามาดูกันดีกว่าว่าภายในความอร่อยนี้ยังมีสารอาหารอะไรที่น่าสนใจบ้าง

ได้โปรตีนดีเต็ม ๆ จาก “ถั่วเขียวกะเทาะเปลือก” ส่งผลดีต่อร่างกายสุด ๆ 

ขนมลูกชุบมีการใช้ไส้จากถั่วเขียวกะเทาะเปลือกนั้นคือช่วยควบคุมและลดการดูดซึมน้ำตาล ช่วยลดระดับไขมันในเส้นเลือด สามารถป้องกันโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด อีกทั้งสารอาหารในถั่วเขียวกะเทาะเปลือกยังส่งเสริมความแข็งแรงของกระดูกและฟัน ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอทั่วร่างกาย เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่อยากเสริมแคลเซียมและความแข็งแรงให้กับตัวคุณและคนที่คุณรัก

สูตรขนมลูกชุบสอดไส้สตรอว์เบอร์รี่แสนอร่อย

จะดีกว่าไหม ถ้าเราสามารถเปลี่ยน ลูกชุบผลไม้แบบเดิม ๆ ให้มีรสชาติอร่อยขึ้นด้วยการใส่ไส้เพิ่มเข้าไป ซึ่งงานนี้เราจะพาทำขนมที่ใช้ผลไม้สด ๆ อย่างสตรอว์เบอร์รี่มาเป็นไส้ขนม รับรองว่าทำไม่ยาก และได้รสสัมผัสที่แตกต่างออกไปจริง ๆ  

ส่วนผสมและวัตถุดิบทำลูกชุบผลไม้ไส้สตรอว์เบอร์รี

ส่วนผสมถั่วกวน 

1. ถั่วเขียวดิบแบบไม่มีเปลือก 500 กรัม 

2. หัวกะทิ 500 กรัม 

3. น้ำตาลทราย 350 กรัม 

4. เกลือ 1 ช้อนชา 

5. แป้งมัน 1 ช้อนโต๊ะ 

6. ส่วนผสมวุ้นสำหรับชุบ 

7. ผงวุ้นตรานางเงือก AA 20 กรัม 

8. น้ำเปล่า 500 มิลลิลิตร 

9. น้ำตาลทรายขาว 4 ช้อนโต๊ะ

วิธีการทําลูกชุบ

วิธีทำลูกชุบ

1. นำถั่วเขียวกะเทาะเปลือกล้างน้ำ ให้น้ำใสสะอาด ประมาณ 6-7 รอบ แช่น้ำทิ้งไว้ 3 ชั่วโมง 

2. นำถั่วไปนึ่ง รองด้วยผ้าขาวบาง เว้นช่องตรงกลางให้ไอร้อนขึ้น ประมาณ 20 นาที 

3. ผสมหัวกะทิ น้ำตาลทราย เกลือ แป้งมันเข้าด้วยกันจนน้ำตาลละลายพักไว้ (ส่วนผสมหัวกะทิ) 

4. นำถั่วนึ่งปั่นรวมกับส่วนผสมหัวกะทิ ที่เตรียมไว้ให้ละเอียด 

5. นำถั่วที่ผสมไปกวนด้วยไฟอ่อน ๆ เพื่อไม่ให้กะทิแตกมัน ประมาณ 30 นาที 

6. นำถั่วกวนมาปั้นขึ้นรูป เอาผ้าขาวบางชุบน้ำหมาด ๆ คลุมเพื่อไม่ให้ถั่วกวนแห้ง

7. การปั้นของเราจะปั้นคลุมรอบผลสตรอว์เบอร์รีให้มิด ไม่ต้องหนามากนัก 

วิธีทำน้ำวุ้น 

1. เทน้ำเปล่าลงในหม้อกวน ตามด้วยผงวุ้นคนจนเข้ากัน ทิ้งไว้ 25 นาที แล้วเอาไปตั้งไฟอ่อนคนจนผงวุ้นละลายและเดือด 

2. ใส่น้ำตาลทราย กวนจนน้ำตาลละลายจนใส ทิ้งไว้ไม่เกิน 5 นาที และให้ช้อนฟองออก 

3. หล่อภาชนะใส่วุ้นด้วยน้ำร้อนต่อเนื่องเพื่อไม่ให้วุ้นแข็งตัว 

วิธีการลงสีลูกชุบผลไม้ 

1. นำถั่วที่ปั้นไว้ และทาสีให้เหมือนจริง เริ่มทยอยชุบ 2 รอบได้เลย 

ประโยชน์ที่คาดไม่ถึง ลูกชุบ คือ ขนมไทยแสนอร่อยสีสันสดใสสะดุดสายตา

ลูกชุบผลไม้แบบฟิวชันเมนูที่เรานำมาฝากกันนี้ เป็นการประยุกต์ใช้ผลไม้ต่างประเทศอย่างสตรอว์เบอร์รีที่มีรสชาติเปรี้ยวหวานมาทำเป็นไส้ ทำให้ได้รสชาติของลูกชุบที่แปลกใหม่และได้วิตามินที่จำเป็นต่อร่างกายเพิ่มด้วย

สารอาหารลูกชุบผลไม้สอดไส้ “สตรอว์เบอร์รี่” แบบฉ่ำ ๆ

สตรอว์เบอรรี่ที่เราได้นำมาเป็นไส้นั้นเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์มาก ๆ อุดมไปด้วยวิตามิน C ที่ช่วยป้องกันอาการโรคออกตามไรฟัน ช่วยให้ผิวใส นอกจากนี้ยังช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิว หมดปัญหาผิวไม่กระจ่างใส หมองคล้ำได้เลย ยิ่งไปกว่านั้นยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอวัยได้ ป้องกันการเกิดโรคมะเร็งและบำรุงระบบประสาท

ขนมไทยคือความภาคภูมิใจที่เราทุกคนควรร่วมกันรักษาเอาไว้

ลูกชุบผลไม้เป็นขนมไทยที่หลายคนเคยเห็นกันอย่างชินตาตั้งแต่เป็นเด็ก ๆ แต่ไม่น่าเชื่อเลยว่าเป็นอาหารไทยโบราณที่มีมาเป็นร้อย ๆ ปีแล้ว ปัจจุบันอาจจะหาทานยากหน่อยเพราะใคร ๆ ก็เห็นความสำคัญของการใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบมากขึ้น แต่ถ้าเราทุกคนไม่ให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของคนไทยแล้ว ไม่นานสิ่งสวยงามและเต็มเปี่ยมด้วยคุณค่าเหล่านี้คงหายไปอย่างแน่นอน อย่างน้อยการได้ฝึกทำร่วมกับครอบครัวหรือเพื่อน ๆ ก็เท่ากับว่าเราได้ร่วมมือกันรักษาสิ่งดี ๆ ของไทยเอาไว้

 

 

เว็บบอล

Categories
อาหารไทย

เอาใจคนรักสุขภาพด้วยเมนูข้าวยำปักษ์ใต้สูตรเด็ดและเหตุผลดี ๆ ที่ควรทาน

ข้าวยำปักษ์ใต้

https://www.topspicks.tops.co.th/single-post/exclusive-recipes-spicy-rice-salad-with-vegetable

ข้าวยำปักษ์ใต้ เป็นอาหารใต้ที่ได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลาย มีต้นกำเนิดไม่แน่ชัดแต่เชื่อกันว่ามีที่มาจากธรรมเนียมการทานอาหารของประเทศมาเลเซีย สมัยที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ยังเป็นส่วนหนึ่งของรัฐสุลต่านแห่งปัตตานีได้มีพื้นที่ยาวไปจนถึงรัฐกลัยตันของมาเลเซีย จึงทำให้ได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมบางส่วนมาด้วยและคาดว่าเมนูข้าวยำก็เป็นอีกหนึ่งวัฒนธรรมที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้มานั่นเอง

จัดว่าเป็นเมนูที่มีประโยชน์ทางโภชนาการมากอีกเมนูหนึ่ง ปัจจุบันได้มีการทำสูตรต่าง ๆ ขึ้นมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นแบบปกติธรรมดาที่เราทานกัน , สไตล์อาหารคลีน , อาหารคีโต , อาหารมังสวิรัติ ฯลฯ เป็นเมนูที่มีส่วนผสมของสมุนไพรมากมาย มีรสชาติและกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์บ่งบอกถึงความเป็นอาหารของภาคใต้อย่างเด่นชัด ใช้วัตถุดิบง่าย ๆ หาได้ทั่วไปตามท้องตลาด มีวิธีการทำไม่ซับซ้อน พ่อครัวหรือแม่ครัวมือใหม่ที่ยังทำอาหารไม่เก่งก็สามารถทำทานเองได้ แค่ทำตามวิธีดังต่อไปนี้

วิธีทำข้าวยำปักษ์ใต้ ทำง่าย ทานได้ไม่อ้วน

ส่วนผสมและวัตถุดิบที่ต้องเตรียม

ข้าวยำปักษ์ใต้

www.cookpad.com

-ข้าวสวย 1 ถ้วย

-กุ้งแห้งป่น 1 ถ้วย

-มะพร้าวแห้งฝอยนำไปคั่วจนเหลืองกรอบ 1 ถ้วย

-พริกขี้หนูคั่วป่น 2 ช้อนชา

-ถั่วงอกเด็ดหาง 1 ถ้วย

-ตะไคร้หั่นฝอย 3 ต้น

-ถั่วฝักยาวหั่นฝอย 1 ถ้วย

-ใบมะกรูดหั่นฝอย 1 ถ้วย

-มะนาว 1 ลูก

-มะม่วงหั่นเป็นเส้นในปริมาณตามต้องการ

เครื่องปรุงน้ำบูดู

-น้ำบูดู 1 ส่วน 2 ถ้วย

-น้ำเปล่า 1 เศษ 1 ส่วน 2 ถ้วย

-ปลาอินทรีย์เค็ม 1 ชิ้น

-น้ำตาลปี๊บ 1- 2 ช้อนชา

-หอมแดงทุบพอแตก 4 หัว

-ตะไคร้หั่นท่อน 1 ต้น

-ใบมะกรูดฉีก 3 ใบ

ข่ายาว 1 นิ้วทุบพอแตกจำนวน 1 ชิ้น

วิธีทำข้าวยำปักษ์ใต้

ข้าวยำปักษ์ใต้

https://pantip.com/topic/35049465

-การทำ ข้าวยำปักษ์ใต้ จะเริ่มจากการทำน้ำบูดู โดยการนำน้ำใส่หม้อยกขึ้นตั้งไฟ ใช้ไฟในระดับปานกลาง เมื่อน้ำเริ่มร้อนนำปลาอินทรีย์เค็มใส่ลงในหม้อและต้มจนเนื้อปลาเริ่มเปื่อย จากนั้นปิดไฟ ยกลงตักปลานำมาแกะเอาเฉพาะส่วนที่เป็นเนื้อปลา

-นำหม้อขึ้นตั้งไฟ ใช้ไฟในระดับปานกลาง นำเนื้อปลาที่แกะแยกไว้ใส่ลงในหม้อ จากนั้นใส่น้ำบูดูตามลงไป คนให้เข้ากัน

-เมื่อน้ำเริ่มเดือดแล้วให้ใส่หอม ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูดฉีก น้ำตาลปี๊บ ลงในหม้อแล้วคนให้เข้ากัน ต้มต่อจนน้ำบูดูมีลักษณะเป็นเนื้อข้น ตักชิมรสชาติและปรุงรสให้ได้ความอร่อยตามต้องการ รอจนน้ำเดือดอีกครั้ง ปิดไฟแล้วยกลงนำมาพักไว้ก่อน

-นำมะพร้าวคั่ว กุ้งแห้งป่น และผักทั้งหมด มาคลุกให้เข้ากัน แล้วนำน้ำบูดูมาราดใส่ข้าวตามด้วยใส่น้ำมะนาวลงไป (ใส่มากน้อยตามความชอบ) คลุกเคล้าให้เข้ากันอีกครั้ง ตักใส่ภาชนะให้สวยงาม ยกเสิร์ฟเมนู อาหารใต้อร่อย ๆ พร้อมผักสดตามใจชอบได้เลยค่ะ

ประโยชน์ดี ๆ สรรพคุณเด่น ๆ ของข้าวยำปักษ์ใต้

ข้าวยำปักษ์ใต้

https://birdfresh.in.th/product/10099 

ข้าวยำปักษ์ใต้ เมนูอาหารใต้สารพัดประโยชน์ เป็นเมนูเพื่อสุขภาพและเป็นเมนูที่เหมาะสำหรับใช้ลดน้ำหนัก มีทั้งความอร่อยและมีคุณค่าทางโภชนาการสูง เนื่องจาก ข้าวยำปักษ์ใต้ส่วนประกอบ ส่วนใหญ่จะเป็นจำพวกพืชผักสมุนไพรที่มีสรรพคุณในการบำรุงร่างกายและรักษาโรคต่าง ๆ เช่น กระเทียม มีสรรพคุณช่วยขับลมในลำไส้ แก้ไอ ช่วยย่อยอาหาร ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ลดไขมันในเส้นเลือด ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อรา เชื้อไวรัส และแบคทีเรียต่าง ๆ , มะพร้าว มีสรรพคุณช่วยบำรุงกำลัง บำรุงเส้นเอ็น และกระดูกให้แข็งแรง , หอมแดง มีสรรพคุณช่วยแก้อาการหวัด บำรุงร่างกาย ช่วยให้เลือดลมไหลเวียนดี , พริกขี้หนู มีสรรพคุณช่วยกระตุ้นความอยากอาหาร ช่วยย่อยอาหาร , ตะไคร้ ช่วยขับลม แก้ท้องอืด , ใบมะกรูด มีสรรพคุณช่วยดับกลิ่นคาวของอาหาร ช่วยขับลม ขับระดูของผู้หญิง ช่วยให้เลือดลมเดินสะดวก ฯลฯ

ในสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้การหารายได้เพิ่มจากงานหลักจัดว่าเป็นทางเลือกที่ดีไม่น้อย การทำข้าวยำปักษ์ใต้ ขายเพื่อหารายได้เพิ่มในช่วงวันหยุดโดยการวางขายตามตลาดนัดแถวบ้านก็เป็นอีกอาชีพหนึ่งที่น่าสนใจ ไม่แน่ว่าสูตรความอร่อยนี้อาจจะทำให้คุณมีรายได้เป็นกอบเป็นกำมากกว่าที่คิดไว้ก็ได้ค่ะ

Categories
อาหารไทย

ลาบเห็ด เมนูสุขภาพรสแซ่บ ทำทานได้ทุกวัน ไร้ไขมัน ไม่ทำให้อ้วน

ลาบเห็ด

www.easycookingmenu.com

เห็ด คือ ชีวอินทรีย์ที่สามารถจำแนกออกได้มากกว่า 30,000 ชนิดทั่วโลก ทั้งที่กินได้และกินไม่ได้ ปัจจุบันเมนูเห็นนิยมนำมาใช้ทำเป็นเมนูต่าง ๆ มากมาย รวมถึงเมนูอาหารเพื่อสุขภาพด้วย เนื่องจากเห็ดถือเป็นแหล่งโปรตีนธรรมชาติชั้นดี ปราศจากไขมัน มีสรรพคุณช่วยในการไหลเวียนของเลือด ป้องกันโรคหวัด เสริมระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง และช่วยลดไขมันในเลือดได้

เมนู ลาบเห็ด 3 อย่าง คือ การนำเห็ดชนิดใดก็ได้ 3 ชนิด มายำรวมกัน โดยวิจัยพบว่ามีฤทธิ์ช่วยต้านและยับยั้งสารก่อมะเร็งในร่างกายมนุษย์ได้ หากทานอย่างสม่ำเสมอจะยิ่งเห็นผลชัดเจนยิ่งขึ้น เป็นอีกทางเลือกที่จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งได้ นอกจากนี้ยังมีสรรพคุณทางยาอื่น ๆ อีกมากมาย

ลาบเห็ด จึงเป็นเมนูอาหารรสแซ่บอร่อย อาหารพื้นบ้านอีสานที่นอกจากจะอร่อยถูกปากถูกใจใครหลาย ๆ คนแล้วยังมีสรรพคุณมากมาย แค่คิดก็น้ำลายไหลแล้ว ลาบเห็ดยั่ว ๆ แซบนัวอร่อย จะมีวิธีทำยังไงไปดูกัน!

วิธีทำลาบเห็ดรสเด็ดยั่วน้ำลายสำหรับคนรักสุขภาพ

วัตถุดิบและส่วนผสมที่ต้องเตรียม

ลาบเห็ด

www.bloggang.com

-เห็ดเข็มทองหั่นท่อน 100 กรัม

-เห็ดออรินจิ 100 กรัม

-เห็ดชิเมจิ 100 กรัม ( เห็ด 3 อย่าง สามารถเลือกชนิดของเห็ดที่ชอบทานได้ตามใจชอบ )

-หมูบด 100 กรัม

-หอมแดงซอย 4 หัว

-ผักชีฝรั่งซอย 3 ต้น

-ใบสะระแหน่ 10 ใบ

-น้ำเปล่า

-แตงกวา

-ถั่วฝักยาว

-กะหล่ำปลี

-ใบโหระพา

-พริกป่น 2 ช้อนชา

-ข้าวคั่ว 1 ช้อนชา

-น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ

-น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ

-น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ

-ผงชูรส

วิธีการทำ

ลาบเห็ด

www.youtube.com 

-การ ทำลาบเห็ด เราจะเริ่มจากการตั้งกระทะโดยใช้ไฟปานกลาง เติมน้ำเปล่าลงไปในกระทะพอประมาณ ( ระวังอย่าใส่น้ำเยอะจนเกินไป ใส่แค่พอรวนหมูและเห็ดสุกก็พอ เพราะเราต้องการน้ำแค่พอขลุกขลิกเท่านั้นค่ะ) เมื่อน้ำเดือดให้นำหมูสับใส่ลงไป จากนั้นรวนหมูจนสุก

-ใส่เห็ด 3 อย่างที่เตรียมไว้ตามลงไป ปรุงรสด้วยผงชูรสและคนให้เข้ากัน ตั้งไฟต่อจนเห็ดสุก จากนั้นตักใส่อ่างผสม

-ใส่เครื่องปรุงรสที่เตรียมไว้ รวมถึงผักต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นพริกป่น ข้าวคั่ว หอมแดงซอย ต้นหอม ผักชีฝรั่ง น้ำตาล น้ำปลา มะนาว จากนั้นคลุกเคล้าให้เข้ากัน ชิมให้ได้รสชาติอร่อยตามใจชอบ เมื่อได้รสชาติอร่อยตามต้องการแล้วตัก ลาบเห็ด ใส่จาน และแต่งหน้าจานให้สวยงาม เสิร์ฟ ลาบเห็ด 3 อย่าง พร้อมกับผักสดรับรองความอร่อยค่ะ

เห็ดต่าง ๆ ที่นิยมนำมาทำเมนูลาบเห็ดและประโยชน์ดี ๆ ที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้

ลาบเห็ด

www.thaiza.com

เห็ดที่สามารถนำมาทำเมนู ลาบเห็ด 3 อย่าง นั้น สามารถเลือกนำมาทำได้แทบทุกชนิดสามารถเลือกได้ตามใจชอบ ซึ่งนอกจากนี้ยังสามารถทำเมนู ลาบเห็ดรวม และเมนู ลาบเห็ด อื่น ๆ ได้เช่นกัน แต่ที่คนนิยมนำมาทำทานกันมีดังนี้ 

-เห็ดออรินจิ ( Oringi Mushroom ) ช่วยปรับสมดุลในร่างกาย ช่วยต้านมะเร็งได้อย่างดีเยี่ยมเป็นแหล่งพลังงานที่ดี ช่วยลดคอเลสเตอรอล ช่วยเพิ่มระดับฮีโมโกลบินในเลือด อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ฯลฯ

-เห็ดเข็มทอง ( Golden needle Mushroom ) มีสรรพคุณช่วยขับสารพิษออกจากลำไส้-กระเพาะอาหาร รักษาแผลในกระเพาะอาหาร รักษาอาการลำไส้อักเสบ รวมถึงโรคตับด้วย

-เห็ดโคนญี่ปุ่น ( Japanese cone Mushroom ) ช่วยป้องกันโรคไทรอยด์ แก้ไอ แก้บิด และอาการคลื่นไส้

-เห็ดหอม ( Shiitake Mushroom ) ช่วยลดคลอเรสเตอรอลในเลือด ช่วยเสริมให้กระดูกแข็งแรง

-เห็ดนางฟ้า ( Sajor-caju Mushroom ) ช่วยบำรุงหัวใจและกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดในร่างกายให้เดินได้สะดวกมากขึ้น

-เห็ดหูหนูขาว ( White ear Mushroom ) ช่วยรักษาอาการโรคความดันโลหิต ป้องกันโรคมะเร็ง ชะลอการเสื่อมสภาพของเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย 

-เห็ดหูหนูดำ ( Black ear Mushroom ) มีสรรพคุณช่วยบำรุงปอด ไต ช่วยให้กระเพาะอาหารให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เสริมระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ช่วยรักษาอาการโรคกระเพาะ และโรคริดสีดวงได้ ฯลฯ

-เห็ดฟาง ( Straw Mushroom ) มีวิตามินซีสูง กรดอะมิโนหลายชนิด มีสรรพคุณช่วยเสริมภูมิคุ้นกันในร่างกายให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดอาการติดเชื้อต่าง ๆ ช่วยสมานแผล และช่วยลดความดันโลหิตได้ดีด้วย ฯลฯ

จัดว่าเป็นความอร่อยที่มาพร้อมกับสุขภาพดี ๆ ที่ใครหลาย ๆ คนต้องการ ขั้นตอนในการทำก็ง่าย ทำทานเป็นกับข้าวได้ ทำเป็นกับแกล้มดี หรือจะทานเล่นเพลิน ๆ แซ่บ ๆ ก็ฟินไม่เบา งั้นมื้อเย็นนี้ลงมือทำทานกันเลยนะคะ

Categories
อาหารไทย

เผยเคล็ดลับความอร่อย ปลาคังแกงเขียวหวานสะตอสูตรเด็ดทำง่ายๆ อร่อยได้ทั้งบ้าน

ปลาคังผัดเขียวหวานสะตอ

https://cooking.kapook.com/view90868.html

ปลาคังแกงเขียวหวานสะตอ เป็นเมนูอาหารไทยที่จัดอยู่ในประเภทเดียวกันกับแกงเขียวหวาน ประกอบด้วยเครื่องแกงรสอร่อยและมีความหอมกรุ่นเครื่องแกงโชยแต่ไกลชวนให้มาชวนให้มาลิ้มลอง อีกทั้งเนื้อปลาคังที่มีความกรุบ ๆ เหนียว ๆ คล้ายกับเนื้อของปลาบึก เวลาทานจึงยิ่งมีความอร่อยมากยิ่งขึ้น ใส่สะตอและมะเขือทำให้มีความกล่อมกล่อมเข้ากันอย่างลงตัว จึงอยากขอแนะนำให้ลองทำเมนูนี้อีกสักเมนูเพื่อเพิ่มความหลากหลายให้กับมื้ออาหาร แต่ที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าความอร่อยนั่นก็คือ ประโยชน์ดี ๆ ที่ร่างกายจะได้รับ ซึ่งเมนูนี้ก็มีพืชผักสมุนไพรที่มากด้วยประโยชน์อยู่มากมายไม่แพ้เมนูอื่น ๆ เลย ไม่ว่าจะเป็นหอม กระเทียม พริกไทย พริกชี้ฟ้าเขียว ฯลฯ ซึ่งมีสรรพคุณช่วยให้เจริญอาหาร , ช่วยขับลม , แก้หวัด , ช่วยขับเสมหะ , ลดอาการภูมิแพ้ , ช่วยลดระดับคอลเลสเตอรอลในเลือด , ป้องกันโรคมะเร็ง , รักษาอาการอักเสบ , รักษาโรคผิวหนังอันเกิดมาจากเชื้อรา ฯลฯ

แนะนำวิธีทำเมนูปลาคังแกงเขียวหวานสะตอรสอร่อย เมนูสุขภาพง่าย ๆ ทำทานเองได้ไม่เปลืองตังค์

ปลาคังผัดเขียวหวานสะตอ

https://www.bloggang.com/m/viewdiary.php?id=jazzy-bong&month=03-2014&date=04&group=3&gblog=123

วัตถุดิบและส่วนผสมทำน้ำพริกแกงเขียวหวาน

-ลูกผักชีคั่ว 1 ช้อนคาว

-ยี่หร่าคั่ว 1 ช้อนชา

-พริกไทยขาวเม็ด 5 เม็ด

-พริกขี้หนูสวนสีเขียว 30 – 50 เม็ด

-เกลือป่น 1 ช้อนชา

-ข่าแก่หั่นละเอียด 1 ช้อนชา

-ตะไคร้ซอย 1 ช้อนคาว

-ผิวมะกรูดหั่นละเอียด 1 / 2 ช้อนชา

-รากผักชีหั่น 1 ช้อนชา

-กระเทียมสับ 9 กลีบ

-หอมแดงซอย 3 หัว

-กะปิ 1 ช้อนชา

ปลาคังผัดเขียวหวานสะตอ

https://www.bloggang.com/m/viewdiary.php?id=jazzy-bong&month=03-2014&date=04&group=3&gblog=123

วัตถุดิบและส่วนผสมทำแกงเขียวหวานปลาคังสะตอ

-น้ำพริกแกงเขียวหวาน

-น้ำมันพืช 1 ช้อนคาว

-หัวกะทิ 2 ถ้วยตวง

-เนื้อปลาคังสด 500 กรัม ( ควรล้างเนื้อปลาคังด้วยเกลือหรือน้ำมะขามเปียกและล้างน้ำให้สะอาด เพื่อช่วยลดกลิ่นคาวของปลา )

-หางกะทิ 1 ถ้วยตวง

-น้ำปลา 1 ช้อนคาว

-เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ

-น้ำตาลปี๊บ 2 ช้อนคาว

-สตอ 300 กรัม

-ใบมะกรูดฉีก 2-3 ใบ

-กระชายซอยฝอย 100 กรัม ( ขูดเปลือกด้านบนออกแล้วนำมาซอยเป็นฝอย )

-พริกชี้ฟ้าแดง – เขียว – เหลือง หั่นเฉียง

-ใบโหระพา

วิธีทำน้ำพริกแกงเขียวหวาน

-วิธีทำน้ำพริกแกงเขียวหวาน เริ่มจากการนำลูกผักชี ยี่หร่า พริกไทยขาวเม็ด โขลกให้ละเอียดแล้วตักใส่ถ้วยพักไว้

-โขลกพริกขี้หนูสีเขียวและเกลือเข้าด้วยกัน ตามด้วยใส่ข่า ตะไคร้ ผิวมะกรูด รากผักชี แล้วโขลกรวมกันให้ละเอียด

-ใส่กระเทียมสับและหอมแดงซอยโขลกรวมกันให้ละเอียดอีกครั้ง จากนั้นใส่เครื่องแกงที่โขลกไว้รวมกันทั้งหมด ใส่กะปิลงโขลกรวมเข้าด้วยกันให้เป็นเนื้อเดียวกันอีกครั้งหนึ่ง จากนั้นตักใส่ถ้วยพักไว้

วิธีทำปลาคังแกงเขียวหวานสะตอ

ปลาคังผัดเขียวหวานสะตอ

https://cooking.kapook.com/view90868.html

-เมนู ปลาคังแกงเขียวหวานสะตอ เริ่มจากการนำกระทะขึ้นตั้งไฟ ใช้ไฟในระดับปานกลาง เทน้ำมันพืชใช้ในกระทะพอประมาณ เมื่อน้ำมันร้อนให้ใส่พริกแกงเขียวหวานลงไปทำการผัดจนหอม

-ใส่หัวกะทิ 1 ถ้วย ลงไปเคี่ยวจนหัวกะทิแตกมันเล็กน้อย

-ใส่เนื้อปลาคังลงไปผัดให้สุก เมื่อเนื้อปลาเริ่มสุกแล้วให้เติมหางกะทิลงไป

-จากนั้นปรุงรสด้วยน้ำปลา เกลือป่น และน้ำตาลปี๊บ คนให้เข้ากัน ตามด้วยการใส่สะตอ กระชายซอย และพริกชี้ฟ้า 3 สี ที่เตรียมไว้คนให้เข้ากัน จากนั้นต้มต่อสักครู่ เมื่อเริ่มเดือดอีกครั้งหนึ่ง สังเกตว่าสะตอก็จะเริ่มสุกพอดี

-นำโหระพาบางส่วนใส่ลงไปคนผสมเบาๆ จากนั้นปิดไฟทันที ( ในขั้นตอนนี้สำหรับคนที่ชอบทานกะทิ ให้แบ่งหัวกะทิไว้ส่วนหนึ่งก่อน แล้วนำไปเทใส่ในช่วงท้ายก่อนที่จะปิดไฟยกลง จะช่วยให้มีความเข้มข้นของกะทิและมีกลิ่นหอมของกะทิมากยิ่งขึ้น )

-ตักใส่ภาชนะสวยงาม เสิร์ฟพร้อมข้าวสวยร้อนๆ เท่านี้เมนูปลาคังแกงเขียวหวานสะตอ สูตรเด็ดรสอร่อย ก็เป็นเสร็จเรียบร้อย 

เคล็ดลับความอร่อยเพิ่มเติมสำหรับเมนูปลาคังผัดเขียวหวานสะตอ

ปลาคังผัดเขียวหวานสะตอ

https://www.bloggang.com/m/viewdiary.php?id=jazzy-bong&month=03-2014&date=04&group=3&gblog=123

นอกจากเมนู ปลาคังแกงเขียวหวานสะตอ สูตรเด็ดที่เราได้นำมาฝากทุกคนแล้ว ส่วนหนึ่งของความอร่อยควรมาจากการเลือกวัตถุดิบที่มีความสดใหม่นำมาใช้ในการประกอบอาหาร เช่น เนื้อปลาจะต้องไม่เปื่อยยุ่ย ไม่มีกลิ่น ตาปลามีความใส เวลาคนเนื้อปลาจะไม่เปื่อยยุ่ย และจะมีความหวานของเนื้อปลาที่สดใหม่แทน การเลือกผักจะต้องเลือกผักที่มีความสดใหม่ไม่เน่าช้ำ เมื่อเลือกวัตถุดิบที่มีความสดใหม่ได้แล้ว วิธีทำปลาคังแกงเขียวหวานสะตอ ก็เป็นสิ่งสำคัญ รวมมถึงในขั้นตอนของการปรุงรส ผู้ปรุงจะต้องมีรสมือที่อร่อย สามารถปรุงรสได้กลมกล่อมด้วยจึงจะได้ ปลาคังผัดเขียวหวานสะตอ แสนอร่อยเอาไว้ทานคู่กับข้าวสวยร้อน ๆ ทำเก่งทำคล่องแล้วถ้าจะทำขายสร้างรายได้ก็เป็นได้ไม่ยากเลยค่ะ

Categories
อาหารไทย

ผัดฉ่าปลาฉลาม เมนูเด็ดสุดฟินเต็มปากเต็มคำกับเนื้อแน่น ๆ คำโต ๆ

 ผัดฉ่าปลาฉลาม

https://cooking.kapook.com/view166786.html 

ผัดฉ่าปลาฉลาม เป็นเมนูที่เชื่อว่าหลายคนอาจจะยังไม่เคยได้ลองทาน เมื่อพูดถึงเนื้อปลาฉลามแล้วหลายๆคนก็อาจจะชะงักนิดนึงกับคำว่า ปลาฉลาม !! แค่นึกถึงกลิ่นคาวก็ลอยมาอะไรประมาณนั้นเลย ไม่แปลกที่เราจะคิดแบบนั้นค่ะเพราะปลาฉลามเป็นปลานักล่าที่ชอบกินเนื้อ ไม่ใช่ปลาสายตะมุตะมิอย่างที่เราเคยทานกัน แล้วเราจะทำยังไงให้น่าทานล่ะ ?

เอาล่ะ! เรามาลองนึกถึงเมนูผัดฉ่ากันก่อนนะคะ ผัดฉ่าเป็นเมนูที่มีเครื่องเทศและผักสมุนไพรที่ช่วยดับกลิ่นคาวมากมายไม่ว่าจะเป็น พริกไทย กระเทียม กระชาย ใบมะกรูด เครื่องเทศเหล่านี้จะช่วยดับกลิ่นคาวให้เราได้เป็นอย่างดี ส่วนเนื้อปลาฉลามจะมีลักษณะคล้ายเนื้อปลาทั่วไป เพียงแต่เนื้อปลาฉลามจะมีความแน่น ๆ เด้ง ๆ เคี้ยวกรุบ ๆ พอตักเข้าปากเคี้ยวจะมีกลิ่นของหอม ๆ ช่วยกลบกลิ่นคาวของปลา ทำให้สามารถรับรสความแซ่บจัดจ้านสไตล์ผัดฉ่าแผ่ซ่านไปทั่วลิ้น งานนี้ข้าวกี่จานก็ไม่พอแน่นอน พูดไปหิวไป ถ้ายังไงวันนี้เรามาลองลงมือทำกันเลยดีกว่าค่ะ

วัตถุดิบและขั้นตอนการทำเมนูผัดฉ่าปลาฉลามแสนอร่อย

ผัดฉ่าปลาฉลาม

https://pantip.com/topic/35125095

ผัดฉ่าปลาฉลาม

http://www.siamfishing.com/m/content/m.view.php?nid=211237&cat=recipe 

วัตถุดิบ

-เนื้อปลาฉลาม 500 กรัม

-พริกขี้หนู 1 / 2 ถ้วย

-กระเทียม 1 / 2 ถ้วย

-กระชายซอยฝอย 1 / 2 ถ้วย

-พริกไทยสด 1 / 2 ถ้วย

-น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ

-น้ำมันหอย 3 ช้อนโต๊ะ

-น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนชา

-ใบมะกรูด 10 ใบ

-พริกชี้ฟ้าสีแดง 1 เม็ด

-พริกอ่อน 1 เม็ด

-ใบกระเพรา 1 ถ้วย

-น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ

-น้ำเปล่าเล็กน้อย

วิธีทําผัดฉ่าปลาฉลาม

ผัดฉ่าปลาฉลาม

https://cooking.kapook.com/view166786.html 

-เมนู ผัดฉ่าปลาฉลาม เราจะเริ่มจากการขูดเอาส่วนหนังออกไปก่อนแล้วนำไปล้างด้วยเกลือ ตามด้วยการล้างด้วยน้ำเปล่าให้สะอาด นำเนื้อปลาฉลามมาหั่นเป็นชิ้น ๆ หนาพอประมาณ ขนาดพอดีคำ

-นำพริก กระเทียม มาตำรวมกันให้ละเอียด (ใครชอบความเผ็ดระดับไหนจัดได้ตามใจชอบเลยค่ะ )

-นำกระทะขึ้นตั้งไฟโดยใช้ไฟในระดับปานกลาง จากนั้นใส่น้ำมันลงไปพอประมาณ เมื่อน้ำมันเริ่มร้อน นำพริกและกระเทียมที่โขลกรวมกันเอาไว้แล้วใส่ลงไปในกระทะผัดให้มีกลิ่นหอมและมีสีเหลือง

-ใส่เนื้อปลาฉลามที่หั่นเตรียมเอาไว้ลงไปคนให้เข้ากันผัดให้พอสุก 

-จากนั้นนำกระชายหั่นเป็นฝอยใส่ตามลงไป ผัดให้เข้ากัน

-ใส่พริกไทยตามลงไปผัดให้เข้ากัน ตามด้วยการปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำมันหอย และน้ำตาลปี๊บ ปรุงรสชาติให้อร่อยตามใจชอบ

-เมื่อปรุงได้รสชาติที่ต้องการแล้ว ฉีกใบมะกรูดใส่ลงไป ตามด้วยพริกชี้ฟ้าและพริกอ่อน ผัดให้เข้ากัน

-ใส่ใบกระเพราตามลงไปแล้วผัดให้เข้ากัน เมื่อผัดเข้ากันดีแล้ว ปิดไฟทันที สูตรผัดฉ่าปลาฉลาม รสเด็ดเป็นอันเสร็จเรียบร้อย พร้อมเสิร์ฟความแซ่บ ทานคู่กับข้าวสวยร้อน ๆ อร่อยเหาะกันเลยทีเดียวค่า !

เมนูผัดฉ่าปลาฉลามรสเด็ดที่ควรลอง

ผัดฉ่าปลาฉลาม

http://www.siamfishing.com/content/view.php?nid=211237&cat=recipe

เมนู ผัดฉ่าปลาฉลาม ที่มาพร้อม เครื่องผัดฉ่า รสชาติจัดจ้านกลิ่นหอมน่าทานและเนื้อปลาฉลามหยุ่น ๆ เด้ง ๆ เคี้ยวกรุบ ๆ เต็มปากเต็มคำ ใครชอบเผ็ดทำเผ็ด ชอบแนวจัดจ้านแค่ไหนใส่ไปตามใจชอบ ลืมกลิ่นคาวของปลาไปได้เลยเพราะมี เครื่องผัดฉ่า ช่วยกลบกลิ่นคาวของเนื้อปลาฉลามได้เป็นอย่างดี คงเหลือไว้แต่ความหอมอร่อยของเครื่องเทศรสร้อนแรง 

นอกจากเนื้อปลาฉลามจะอร่อยแล้วยังมีคุณค่าทางสารอาหารอีกเพียบ ไม่ว่าจะเป็นแคลเซียมและฟอสฟอรัสที่มาจากกระดูกอ่อนของปลาฉลาม ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน อีกทั้งยังมีสารที่ชื่อว่า สารมูโคโพลีแซคคาไรด์ และโปรตีน ที่สามารถช่วยสร้างภูมิคุ้มต้านทานโรค ช่วยลดอาการอักเสบ ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง ลดอาการอักเสบของผิวหนัง บรรเทาอาการโรคข้อเสื่อม มีคอลลาเจนและอีลาสติน ช่วยให้ผิวชุ่มชื้น เปล่งปลั่ง ยืดหยุ่น ตึงกระชับ ฯลฯ เรียกว่าทั้งอะไรอร่อยและมีประโยชน์ ใครสนใจก็ลองนำวิธีการทำที่เราได้แนะนำไปทำตามกันได้นะคะ ไม่แน่ว่าเมนูนี้อาจจะกลายเป็นเมนูโปรดของที่บ้านก็ได้ค่ะ

Categories
อาหารไทย

ปิ๊งไอเดียอาหารเช้าต้อนรับวันใหม่ที่สดชื่นและสดใสด้วยเมนูข้าวต้มทรงเครื่องโบราณ

ข้าวต้มทรงเครื่องโบราณ

https://www.wongnai.com/recipes/thai-traditional-boiled-rice 

เช้า ๆ แบบนี้ได้ทานอะไรร้อน ๆ ก่อนไปทำงานคงจะดีไม่น้อยนะคะ เพราะการปล่อยให้ท้องว่างในวันที่ต้องเริ่มการทำงานอย่างเร่งรีบและยุ่งเหยิงคงจะไม่ดีแน่ ๆ ซึ่งก็อย่างที่เรารู้กันดีว่าอาหารมื้อเช้านั้นสำคัญต่อร่างกายมากแค่ไหน การไม่ยอมทานข้าวเช้าส่งผลเสียต่อร่างกายมากกว่าคิดไม่ว่าจะเป็นเสี่ยงต่อภาวะความจำสั้นหรือความจำเสื่อม ( โรคอัลไซเมอร์ ) , เสี่ยงต่อการเกิดโรคนิ่ว , มีกลิ่นปาก , อารมณ์เสียและหงุดหงิดง่าย , ป่วยเป็นโรคหัวใจได้ง่าย , เสี่ยงต่อการป่วยเป็นโรคอ้วน , ระบบเผาผลาญทำงานได้น้อยลง , มีความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานสูงเพราะร่างกายจะเกิดภาวะดื้ออินซูลินทำให้เป็นโรคเบาหวานได้ง่ายขึ้น , เสี่ยงต่อการเป็นกรดไหลย้อน ฯลฯ 

วันนี้เราจึงมีเมนูอาหารเช้า “ ข้าวต้มทรงเครื่องโบราณ รสนุ่มลิ้น ทานสบายท้อง และมีประโยชน์ด้วยวิธีทำง่าย ๆ เหมาะกับวันที่ต้องเร่งรีบให้คุณแม่บ้านทำให้คนในครอบครัวทานได้แบบไม่วุ่นวายอีกด้วยค่ะ

วิธีทำ “ ข้าวต้มทรงเครื่องโบราณ ” เมนูย่อยง่ายสบายท้อง

ข้าวต้มทรงเครื่องโบราณ

https://www.wongnai.com/recipes/thai-traditional-boiled-rice 

วัตถุดิบที่ต้องเตรียม

-กระดูกหมู 800 กรัม

-รากผักชี 4 ราก

-น้ำเปล่า 3 ลิตร

-หัวเชื้อน้ำต้มกระดูกหมู 3 ช้อนโต๊ะ

-ข้าวหอมมะลิ 2 ถ้วย

-กุ้งแห้ง 50 กรัม

-ปลาหมึกแห้ง 50 กรัม

-ตั้งฉ่าย 2 ช้อนโต๊ะ

-หมูสับ 200 กรัม (ใส่ได้ตามใจชอบ)

-กระเทียมสับ 1 ถ้วย

-ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ

-พริกไทย (ใส่ได้ตามใจชอบ)

-ต้นหอมซอย (ใส่ได้ตามใจชอบ)

-ขึ้นฉ่าย (ใส่ได้ตามใจชอบ)

วิธีทำข้าวต้มทรงเครื่องโบราณ

ข้าวต้มทรงเครื่องโบราณ

https://mthai.com/food/45458.html 

สูตรข้าวต้มหมูสับทรงเครื่องโบราณ เริ่มจากการนำน้ำใส่หม้อ แล้วนำหม้อขึ้นตั้งไฟ ( ใช้หัวเชื้อกระดูกหมู 1 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำปริมาณ 1 ลิตร ) เมื่อน้ำเดือดแล้วใส่รากผักชีและกระดูกหมูนำลงไปต้มเป็นเวลาประมาณ 1 ชั่วโมงหรือจนกระดูกหมูเปื่อยนุ่ม

-ในระหว่างที่รอให้กระดูกหมูเปื่อยนุ่ม เราจะนำกระทะขึ้นตั้งไฟและใส่น้ำมัน เมื่อน้ำมันร้อนใส่กระเทียมเจียวลงไป เมื่อได้กระเทียมเจียวสีเหลืองทองและเริ่มส่งกลิ่นหอมแล้วให้ตักแยกนำมาพักไว้สำหรับใช้โรยหน้าข้าวต้มในตอนท้ายหนึ่งส่วน

-นำหมูสับ , กุ้งแห้ง , ปลาหมึกแห้ง , ตั้งฉ่าย ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว ใส่ลงในกระทะ ผัดให้เข้ากันจนสุกแล้วยกกระทะลง นำไปตั้งพักไว้ก่อน

-หลังจากที่ต้มกระดูกหมูไปต้มจนเปื่อยนุ่มแล้วให้นำข้าวหอมมะลิใส่ตามลงไปในหม้อ ( ใช้ไฟต่อเนื่อง ) ตามด้วยใส่เครื่องที่ผัดเตรียมไว้แล้วตามลงไป คนให้เข้ากันไปเรื่อย ๆ ช้า ๆ โดยให้สังเกตว่าเมล็ดข้าวเริ่มแตกและนุ่ม จากนั้นปรุงรสชาติให้ได้ความอร่อยตามใจชอบแล้วชิมรสชาติอีกครั้ง เมื่อได้รสชาติตามต้องการแล้วให้ปิดไฟตักใส่ชาม โรยหน้าด้วยขึ้นฉ่าย , ต้นหอม , กระเทียมเจียว เป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำ ข้าวต้มโบราณ พร้อมเสิร์ฟความอร่อยละมุนลิ้นให้ทุกคนได้เลยค่ะ

เคล็ดลับการทานข้าวต้มทรงเครื่องโบราณให้อร่อยยิ่งขึ้น

ข้าวต้มทรงเครื่องโบราณ

https://www.youtube.com/watch?v=UjbRbeaDqo4

ข้าวต้มทรงเครื่องโบราณ ร้อน ๆ เมนูอาหารทำง่าย ทานง่าย ทานแล้วย่อยง่ายสบายท้อง เป็นความอร่อยที่ทานคู่กับอะไรก็อร่อยได้ ไม่ว่าจะเป็นไข่ลวก ไข่ต้ม ไข่เค็ม ปาท่องโก๋ ฯลฯ ที่สำคัญคือ ต้องทานต้อนร้อน ๆ รับรองอร่อยแน่นอนค่ะ 

ข้าวต้มทรงเครื่อง วิธีทำไม่ยุ่งยากจะทำในมื้อเช้าวันจันทร์หรือวันไหน ๆ ก็ไม่ทำให้คุณแม่บ้านต้องวุ่นวาย ซึ่ง สูตรข้าวต้มหมูวสับทรงเครื่องโบราณ ของแต่ลสูตรก็อาจจะมีส่วนที่เหมือนหรือแตกต่างกันออกไปแล้วแต่ความชอบของละคน คุณแม่บ้านสามารถนำไปปรับประยุกต์ใช้ได้หลากหลายจะเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการต่าง ๆ เข้าไปอีกจากสูตรที่เรานำมาฝากก็ทำได้ไม่ยากเลยค่ะ เช่น การเพิ่มธัญพืชและผักสีสันสดใสเข้าไปให้เด็ก ๆ สนใจอยากทานมากขึ้นก็ได้ค่ะ

ในส่วนของสารอาหารที่มีประโยชน์สำหรับเมนูนี้มีอยู่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นคาร์โบไฮเดตร พลังงาน โปรตีน วิตามินบี3 ฯลฯ ซึ่งมีส่วนช่วยในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอในร่างกาย ฟื้นฟูเซลล์ต่าง ๆให้กลับมาแข็งแรง ลดอาการอ่อนเพลีย เสริมภูมิต้านทานโรคทำให้ไม่ป่วยง่าย ช่วยทำให้สมองปลอดโปร่ง อารมณ์แจ่มใส ฯลฯ นอกจากนี้ยังช่วยชะลอริ้วรอยแห่งวัยได้ดีอีกด้วย เพียงแค่ทำข้าวต้มทานในมื้อเช้ายังช่วยให้ร่างกายเราแข็งแรงได้ขนาดนี้ ถ้ามีการออกกำลังกายและพักผ่อนให้เพียงพอร่วมด้วยสุขภาพเราจะดีมากขนาดไหนกันนะ ? อย่าลืมนำสูตรข้าวต้มแสนอร่อยที่เรานำมาฝากในวันนี้ไปทำเป็นมื้อเช้าไว้ทานกันนะคะ รับรองว่าสุขภาพดีไม่มีอ้วนแน่นอนค่า !

Categories
อาหารไทย

แกงไตปลา อาหารใต้รสชาติจัดจ้าน ถ้าได้ทานข้าวจานเดียวคงไม่พอ

แกงไตปลา

www.easycookingmenu.com 

แกงไตปลา เป็นเมนูอาหารใต้ที่มีไตปลาเป็นส่วนประกอบหลัก มีรสชาติจัดจ้านตามสไตล์อาหารใต้ สามารถเก็บไว้กินได้นาน ซึ่งแต่ละสูตรจะมีความแตกต่างกันไป มีทั้งแบบที่ใส่กะทิและไม่ใส่กะทิ โดยมากเราจะเห็นคนนิยมทานกันแบบไม่ใส่กะทิ ส่วนสูตรที่ใส่กะทิจะได้รับความนิยมกันเฉพาะในบางกลุ่ม

ไตปลามาจากไหน ? ต้องขออธิบายก่อนว่า ไตปลา คือ วิธีการถนอนอาหารอย่างหนึ่ง ทำได้โดยวิธีการหมักเค็ม โดยจะใช้ส่วนกระเพาะของปลามาหมักกับเกลือ ซึ่งประเภทของปลาที่นิยมนำมาทำจะมีหลากหลาย เช่น ปลาช่อน ปลาดุก ปลาทู ปลาสลิด ปลาลัง ปลาโอ ฯลฯ จะมีการนำส่วนที่เป็นขี้ปลาและดีปลาออกจากกระเพาะปลาให้หมดก่อน แล้วนำมาหมักเกลือทิ้งไว้ประมาณ 10 – 30 วัน ก็จะได้ไตปลาที่สามารถเก็บไว้ได้นานหลายวัน มีไตปลาแล้ว แน่นอนว่าวันนี้เราจะชวนทุกคนมาทำเมนูเด็ดเผ็ดยกครัวสไตล์อาหารใต้กัน ไปลุยกันเลย !!!

 วิธีการทำแกงไตปลาง่าย ๆ อร่อยได้ทั้งวัน

แกงไตปลา

www.easycookingmenu.com 

วัตถุดิบที่ต้องเตรียม

-ไตปลาทู ครึ่งถ้วย

-น้ำเปล่า 2-3 ถ้วย

-หน่อไม้ ครึ่งถ้วย

-มะเขือเปราะ ครึ่งถ้วย

-ถั่วฝักยาวหั่นเป็นท่อน ครึ่งถ้วย

-เนื้อปลาทูย่าง 1 ถ้วย

-น้ำมะขามเปียก ครึ่งถ้วย

-หอมแดง 2 หัว

-ข่า 1 แง่ง

-ตะไคร้ 2 ต้น

-ใบมะกรูดฉีก 4 ใบ

-กะปิครึ่งช้อนโต๊ะ

วัตถุดิบทำพริกแกง

-กระเทียมไทย 1 หัว

-พริกแห้ง 20 เม็ด

-หอมแดง 2 หัว

-พริกไทยขาว 1 ช้อนชา

-พริกไทยดำ 1 ช้อนชา

-ผิวมะกรูด 1 ลูก

-ตะไคร้สับ 1 ต้น

-ขมิ้น 1 แง่ง

วิธีการตำพริกแกง

-นำพริกแห้งมาตำให้ละเอียดแล้วใส่ผิวมะกรูด ตะไคร้สับ และขมิ้น ตำรวมกันให้ละเอียด เมื่อละเอียดดีแล้วใส่หอมแดงและกระเทียมลงไปโขลกรวมกันให้เนื้อเข้ากัน จากนั้นตามด้วยพริกไทยขาวและพริกไทยดำตำเครื่องแกงทั้งหมดให้ละเอียดอีกครั้ง

วิธีทำแกงไตปลา

-นำหม้อขึ้นตั้งไฟใส่น้ำพอประมาณ เมื่อน้ำเริ่มเดือดใส่หอมแดง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูดฉีก และมะขามเปียกลงไปคนเล็กน้อย จากนั้นใส่ไตปลาลงไปแล้วคนให้เข้ากัน รอให้น้ำเดือดอีกครั้งแล้วปิดไฟ นำมากรองแยกกากออกเหลือไว้เฉพาะน้ำแล้วนำไปพักไว้

-นำหม้อใส่น้ำขึ้นตั้งไฟ ต้มน้ำให้เดือดตามด้วยเครื่องแกงที่ตำไว้ในขั้นตอนแรก คนละลายน้ำเล็กน้อย จากนั้นนำกะปิลงคนให้เข้ากันตามด้วยใบมะกรูดและน้ำไตปลาที่เตรียมไว้ใส่ลงไปคนผสมให้เข้ากัน รอจนน้ำเดือดอีกครั้งเมื่อน้ำเดือดให้ใส่หน่อไม้ มะเขือเปราะ เนื้อปลาย่าง ถั่วฝักยาว ลงไปคนให้เข้ากัน ตั้งไฟต่อจนน้ำเริ่มเดือดอีกครั้ง ชิมรสชาติให้ได้รสชาติอร่อยตามต้องการ จากนั้นปิดไฟตัก แกงไตปลา ใส่ชามยกเสิร์ฟ เมนูแกงใต้ รสจัดจ้านทานคู่กับข้าวสวยร้อน ๆ ไข่เจียว ขนมจีน ผักสด มีเท่าไหร่ยกมาให้หมด ล้อมวงเข้ามาแล้วลุยกันเลยค่ะ

แกงไตปลา เมนูแกงใต้สารพัดประโยชน์ ความอร่อยง่าย ๆ ทำทานได้ ทำขายดี 

แกงไตปลา

www.youtube.com

แกงไตปลา เป็น อาหารใต้อร่อย ๆ ที่หลายคนชื่นชอบจะทานเป็นกับข้าวหรือจะทานคู่กับขนมจีนความอร่อยจัดจ้านก็ยังจัดเต็มตลอด เป็นเมนูที่เหมาะสำหรับคนชอบทานอาหารรสจัด ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่จะชอบอาหารที่รสชาติจัดจ้านประมาณนี้อยู่แล้ว 

สำหรับใครที่อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเองจะ ทำแกงไตปลาขาย สร้างรายได้ก็สามารถนำสูตรอาหารและวิธีการทำนี้ไปทำได้นะคะ นอกจากความอร่อยแล้วการเพิ่มความหลากหลายให้ลูกค้าได้สามารถเลือกทานอะไรแปลกใหม่ก็จะช่วยให้ร้านของคุณน่าสนใจมากยิ่งขึ้น รวมถึงการทำแพ็คเกจสวย ๆ ให้ดูน่าสนใจไม่ว่าจะเป็นการเลือกกล่องที่จะนำมาใส่ให้ลูกค้า การจัดวางให้ดูสะอาดน่าทาน ส่วนประกอบต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนมีความจำเป็นทั้งสิ้น หากมีทั้งความอร่อยและแพ็คเกจสวย รับรองว่าจะต้องขายดีมีรายได้งาม ๆ เข้ากระเป๋ากันแน่นอนค่ะ