Categories
ขนมหวาน

ขนมช่อม่วง ขนมโบราณรสอร่อยที่ต้องใช้ฝีมือประดิดประดอยค่อย ๆ บรรจงทำ

ขนมช่อม่วง เป็นขนมชาววังที่มีมาตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ 2 โดยขนมสูตรโบราณนี้นอกจากความอร่อยแล้ว ยังมีจุดเด่นที่หน้าตาสวยงามเป็นรูปดอกไม้ ต้องใช้ความประณีตในการจับจีบทำกลีบดอกไม้ให้สวยงาม ทำให้ขนมดูนุ่มนวล อ่อนหวาน อันเป็นลักษณะของขนมชาววังโดยแท้ ว่าแล้วเราก็มาลงมือทำเมนูชาววังนี้ไปพร้อม ๆ กันเลยนะคะ

วิธีการทำขนมช่อม่วงความอร่อยละมุมลิ้นกินได้ไม่รู้เบื่อ

ส่วนผสมทำไส้

-น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ

-หมูสามชั้นต้มสุก 1/ 4 ถ้วย (หั่นเป็นลูกเต๋าเล็ก ๆ)

-ฟักเชื่อมแห้ง 150 กรัม (หั่นเป็นลูกเต๋าเล็ก ๆ)

-เกลือป่น 1 / 2 ช้อนชา

-น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ

-งาขาวคั่ว 50 กรัม

-ถั่วลิสงคั่ว 50 กรัม

ส่วนผสมแป้งช่อม่วง

-แป้งข้าวเจ้า 1 ถ้วย

-แป้งท้าวยายม่อม 1 / 2 ช้อนโต๊ะ

-แป้งมันสำปะหลัง 1 / 2 ช้อนโต๊ะ

-น้ำลอยดอกมะลิ 1 ถ้วย (หรือน้ำผสมกลิ่นมะลิ)

-ดอกอัญชัน 10 ดอก 

-แป้งมันสำปะหลังเล็กน้อย (สำหรับทาแหนบตอนจับจีบขนม) 

-ผักกาดหอม สำหรับเสิร์ฟ

-กระเทียมเจียวโรยหน้า

-พริกขี้หนูสวนโดยหน้า

อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม

-กระทะทองเหลือง (ใช้แบบที่ไม่ใช่ทองเหลืองก็ได้ค่ะ)

-แหนบทองเหลือง สำหรับจับจีบ (ใช้แบบที่ไม่ใช่ทองเหลืองก็ได้ค่ะ)

-ชุดนึ่ง

วิธีทำไส้

-เริ่มจากการนำกระทะขึ้นตั้งไฟ ใช้ไฟในระดับปานกลาง เมื่อกระทะร้อนให้ใส่น้ำมันพืชลงไป ตามด้วยใส่หมูสามชั้นที่หั่นเป็นลูกเต๋าเล็ก ๆ ใส่ลงไปผัดจนน้ำมันหมูออกมาและหมูเริ่มสุกเป็นสีเหลือง

-ใส่ฟักเชื่อมลงไปผัด ปรับประดับไฟให้เป็นไฟอ่อน ปรุงรสด้วยเกลือและน้ำตาลทราย ใส่งาขาวและถั่วลิสงตามลงไป จากนั้นผัดให้เข้ากันจนได้ไส้ที่มีลักษณะแห้ง ตักใส่ชามตั้งพักไว้

วิธีทำแป้ง

-เริ่มจากการร่อนแป้งข้าวเจ้า แป้งมันสำปะหลัง และแป้งท้าวยายม่อม รวมเข้าด้วยกัน 2-3 รอบ จนได้เนื้อแป้งที่เนียนละเอียด

-ใส่น้ำมันพืชลงไป โดยค่อยๆเติมน้ำเปล่าและน้ำดอกมะลิลงไปจนหมด ในระหว่างนั้นใช้มือขยำคนนวดเนื้อแป้งและส่วนผสมต่าง ๆ ให้เข้ากันจนได้เนื้อแป้งที่มีความละเอียด จากนั้นแบ่งส่วนผสมแป้งออกเป็น 2 ส่วนเท่า ๆ กัน ( ส่วนแรกใช้ปั้นเป็นก้อน ส่วนที่สองเอาไว้ใช้ทาแหนบเวลาจับจีบดอกและโรยส่วนต่าง ๆ )

-คั้นน้ำดอกอัญชันแล้วบีบน้ำมะนาวลงไป นำไปคลุกเคล้าให้เข้ากันกับแป้งส่วนที่ 1

-ใส่ส่วนผสมแป้งลงในกระทะทองเหลือง ตั้งไฟในระดับปานกลางค่อนไปหาไฟอ่อน ใช้ไม้พายกวนไปเรื่อย ๆ จนส่วนผสมร่อนจากกระทะ ใช้เวลาในการกวนประมาณ 5-10 นาที จากนั้นตักใส่ภาชนะพักไว้จนแป้งเริ่มอุ่น

-โรยแป้งนวลลงไปเล็กน้อย แล้วลงมือนวดแป้งให้เนียน คลุมด้วยผ้าขาวที่จุ่มน้ำบิดหมาดแล้ว เพื่อไม่ให้แป้งแห้ง

วิธีทำช่อดอก

-จะเริ่มทำดอกช่อม่วงโดยการปั้นแป้งให้เป็นก้อนกลม ๆ ขนาดประมาณ 3/ 4 นิ้ว จากนั้นแผ่แป้งให้เป็นแผ่นบาง ๆ กางออก กะประมาณให้พอห่อหุ้มไส้จนมิดได้ ตักไส้ที่ผัดเอาไว้แล้วใส่ลงไปตรงกลางแผ่นแป้ง จากนั้นห่อรวบมุมต่าง ๆ เข้าหากันห่อให้มิดชิด ใช้มือคลึงแป้งหุ้มไส้จนมิด ทำไปเรื่อย ๆ จนแป้งที่เตรียมไว้หมด

-จากนั้นเริ่มทำจีบดอกด้วยการทาแป้งที่ปลายแหนบทองเหลืองเล็กน้อย เริ่มจัดชั้นที่ 1 โดยเราจะจับกลีบจากกึ่งกลางของขนม และจับจีบวนไปเรื่อย ๆ จนครบรอบ ระวังอย่าเว้นช่องไฟให้ติดกันมากเกินไปจำทให้ดูไม่สวยงามค่ะ

-เริ่มจับจีบชั้นที่2 โดยชั้นที่ 2 จะจีบให้เอียงจากชั้นแรกเล็กน้อยประมาณ 45 องศา โดยจะสลับกันกับชั้นแรกและจับจนจีบวนไปครบรอบค่ะ

-ต่อไปเริ่มจับจีบชั้นที่ 3 ชั้น โดยที่ 3 จะจับจีบอยู่ที่ประมาณ 2-3 จีบ และจะสับหว่างกันกับกลีบชั้นที่ 2 (โดยกลีบชั้นที่ 3 จะเริ่มห่างกันออกเรื่อย ๆ ค่ะ)

-เมื่อจับจีบจนครบ3 ชั้นแล้ว ให้นำขนมที่ได้ไปเรียนบนใบตอง ซึ่งใบตองเราจะทำการทาน้ำมันและวางเตรียมพร้อมไว้ในชุดหม้อนึ่งแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้แป้งติดใบตองค่ะ ขั้นตอนนี้แนะนำว่าให้วางเว้นระยะห่างกันสักเล็กน้อยนะคะ เนื่องจากเวลาสุกแป้งจะขยายขนาดขึ้น จะช่วยให้แป้งไม่ติดกันและจะได้จับออกเป็นชิ้นสวยงามค่ะ

-ตั้งชุดนึงโดยใช้ไฟแรง จากนั้นรอให้น้ำเดือดจัดจึงนำขนมลงไปนึ่ง ซึ่งระยะเวลาในการนึ่งจะอยู่ที่ประมาณ 5 นาที หรือจนกว่าขนมจะสุก

-เมื่อขนมสุกแล้วให้นำช้อนจุ่มน้ำมันพืชเล็กน้อย นำตักช่อม่วงใส่จาน จัดจานให้สวยงามเสิร์ฟ ขนมช่อม่วง คู่กับผักกาดหอมและพริกขี้หนูสวน เพียงเท่านี้ วิธีทำช่อม่วง เป็นอันเสร็จเรียบร้อย เราก็จะได้ขนม ช่อม่วงสูตรเหนียวนุ่ม เอาไว้ทานเป็นของว่างหรือขนมทานเล่นอร่อย ๆ สไตล์ไทยโบราณค่ะ

ขนมช่อม่วง ขนมโบราณที่มาจากความพยายาม

     ขนมช่อม่วง เป็นทั้งขนมและอาหารว่าง เป็นเมนูขนมที่ต้องอาศัยความประณีตค่อย ๆ ทำจึงจะออกมาอร่อยและสวยงาม อีกทั้ง ส่วนผสมของช่อม่วง มีค่อนข้างมากและ วิธีทำช่อม่วง ก็ค่อนข้างละเอียด สำหรับคนที่เพิ่งหัดทำเป็นครั้งแรกอาจจะยังไม่คล่องสักเท่าไหร่ แนะนำให้ลองทำทานกันเองที่บ้านก่อน และค่อย ๆ พัฒนาฝีมือความอร่อยไปเรื่อย ๆ ก็จะได้ขนมสูตรโบราณแสนอร่อย ถึงแม้จะมีขั้นตอนค่อนข้างมากแต่ก็เชื่อว่าไม่ยากเกินความสามารถของคุณแม่บ้านอย่างแน่นอนค่ะ 

Categories
ขนมหวาน

ขนมช่อมะลิซ้อนไส้กุ้ง ขนมช่อสวยรสอร่อย อ่อนช้อย และประณีต

     “ ขนมช่อมะลิซ้อนไส้กุ้ง ” เมนูที่เป็นได้ทั้งขนมและอาหารว่างระหว่างวัน ขนมโบราณอีกหนึ่งเมนูที่มีหน้าตาสวยงามประณีตเหมาะกับการทำใส่กล่องสวย ๆ มอบให้ผู้ใหญ่ในวันสำคัญ ๆ เป็นขนมที่มีคุณค่าทางอาหารสูง แถมยังนำไปเป็นกิจกรรมดี ๆ ที่สามารถชวนคนในบ้านมาทำร่วมกันได้ด้วย การทำกิจกรรมร่วมกันในวันว่างนอกจากได้ทานของอร่อย ๆ แล้วยังเป็นการสานสัมพันธ์ดี ๆ ต่อกันได้อีกทางหนึ่งด้วยค่ะ

แนะนำวิธีทำขนมโบราณ “ ขนมช่อมะลิซ้อนไส้กุ้ง ” ขนมหน้าสวยรสอร่อยทำเท่าไหร่ไม่เคยเหลือ

     ขนมช่อมะลิซ้อนไส้กุ้ง เป็นขนมสูตรโบราณ ดังนั้นขั้นตอนในการทำจึงค่อนข้างละเอียดอยู่สักหน่อยนะคะ ใครที่ชื่นชอบการทำขนมวันนี้เราลองมาค่อย ๆ ทำตามขั้นตอนไปพร้อม ๆ กันเลยนะคะ เริ่มกันเลยค่ะ 

ส่วนผสมและวัตถุดิบ

– แป้งข้าวเจ้า 2 ถ้วย

– แป้งท้าวยายม่อม 2 ช้อนโต๊ะ

– แป้งมันสำปะหลัง 2 ช้อ นโต๊ะ

– กุ้งสับ

– หอมใหญ่

– รากผักชี

– กระเทียม

– พริกไทย

– น้ำมันพืช

– น้ำลอยดอกมะลิ 2 ถ้วย

– เครื่องปรุงรส ได้แก่ เกลือ ซีอิ๊วขาว และพริกไทย

– น้ำกะทิ

– กระเทียมเจียว

วิธีทำขนมช่อมะลิซ้อนไส้กุ้ง

– เริ่มจากการนำแป้งข้าวเจ้า แป้งท้าวยายม่อม และแป้งมัน ใส่ลงในภาชนะที่มีฝาปิด จากนั้นอบควันเทียนเอาไว้โดยจุดเทียนอบให้ไฟลุกละลายถึงเนื้อเทียน จากนั้นดับไฟแล้วปิดฝาให้ควันกรุ่นอยู่ในหม้อ เมื่อควันหมดกให้จุดเทียนทำซ้ำแบบนี้ 2-3 รอบ

– ระหว่างที่รออบควันเทียนอยู่นั้น ให้นำกุ้งมาแกะเปลือกโดยจะต้องรีดเอามันกุ้งเก็บไว้ในภาชนะแยกต่างหาก จากนั้นนำเนื้อกุ้งไปสับแล้วใส่มันกุ้งที่รีดเอาไว้ลงไปผสมด้วยกัน

– โขลกรากผักชี กระเทียม และพริกไทย เตรียมไว้

– ตั้งกระทะใส่น้ำมันนิดหน่อยพอให้เคลือบก้นกระทะ จากนั้นนำเครื่องที่โขลกเอาไว้ลงไปผัดให้หอม ตามด้วยการใส่หอมสับลงไปผัดจนหอมมีสีเหลือง

– ใส่กุ้งสับตามลงไปผัดคลุกเคล้าให้เข้ากัน จากนั้นปรุงรสด้วยเกลือ ซีอิ๊วขาว และพริกไทย ให้มีรสเค็มกว่าปกตินิดหน่อยเพื่อที่จะกินกับแป้งได้อร่อยพอดีกัน จากนั้นผัดจนส่วนผสมแห้ง มีลักษณะเนื้อที่พอจะปั้นเป็นก้อนได้ ปิดไฟ และพักส่วนผสมเอาไว้

– นำแป้งที่อบควันเทียนเอาไว้เรียบร้อยแล้วใส่ลงในอ่างผสม จากนั้นเติมน้ำลอยดอกมะลิลงไปรอให้ละลายเข้ากัน จะได้น้ำแป้งสีขาวข้น นำน้ำแป้งที่ได้มากรองด้วยผ้าขาวบาง จากนั้นนำไปกวนต่อด้วยไฟอ่อน ๆ ซึ่งก็คือ การเทใส่ลงในกระทะหรือหม้อเคลือบ จากนั้นให้คนจนส่วนผสมเริ่มแห้ง และมีไอร้อนออกจากหม้อ จากนั้นนำมานวดต่ออีกสักพัก

– แบ่งแป้งเป็นก้อนกลมขนาดเท่ากัน ๆ แผ่ก้อนแป้งออกเป็นแผ่นบาง ๆ แล้วใช้มือคลึงให้เป็นรูปโค้งเหมือนหม้อ จากนั้นไส้กุ้งที่เตรียมไว้ใส่ตรงกลางแป้งแล้วห่อใส้ให้มิดชิด นำมาคลึงให้เป็นลูกกลม ๆ

– ใช้แหนบทองเหลืองหัวแบนจับจีบขนมไปรอบ ๆ ก็จะได้ขนมที่เป็นรูปดอกมะลิ โดยให้จับจีบวนไปให้เป็นดอกขึ้นมา จะจับจีบจากด้านล่างหรือด้านบนก่อนก็ได้ตามถนัดเลยค่ะ จากนั้นทาน้ำมันที่ขนมเล็กน้อยแล้วนำไปนึ่ง ในขั้นตอนการนึ่งเราจะใช้ไฟแรงนึ่งประมาณ 10 นาที พอขนมเริ่มสุกนิ่มใส ให้ปิดไฟและยกลง

– จากนั้นจัด ขนมช่อมะลิ ใส่จาน ราดกะทิ โรยกระเทียมเจียว จัดแต่งจานให้สวยงาม ยกเสิร์ฟพร้อมเครื่องดื่มอร่อยๆได้เลยค่ะ

เมนูขนมช่อมะลิซ้อนไส้กุ้ง ทั้งทำทานเป็นขนมและนิยมมอบให้กัน

    เป็นยังไงกันบ้างคะ สำหรับ วิธีทำขนมช่อมะลิซ้อนไส้กุ้ง ที่เราได้นำมาฝากทุกคนในวันนี้ พอทำเสร็จเห็นเป็นรูปร่างแล้วคงหายเหนื่อยกันเป็นปลิดทิ้งเลยใช่มั้ยคะ ขนมช่อมะลิซ้อนไส้กุ้ง เมนูนี้จะคล้าย ๆ กับขนมสาคูไส้หมูที่เราเห็นกันบ่อย ๆ แต่จะมีขั้นตอนบางส่วนที่ต่างกันออกไปเล็กน้อย ใครยังนึกไม่ออกลองนึกภาพตามดูนะคะ ปัจจุบันเราอาจจะเห็นได้บ้างแบบนาน ๆ ครั้ง โดยอาจจะเห็นได้ในช่วงเทศกาลวันแม่ ที่คนนิยมทำขนมที่เป็นรูปดอกมะลิมอบให้คุณแม่แทนการมอบดอกไม้สด คนรับก็คงรับอย่างปลื้มใจ คนให้ก็อิ่มใจ เป็นเมนูที่ทำด้วยหัวใจให้คุณแม่ คุณลูกคนไหนสนใจอยากทำให้คุณแม่ได้ทานลองนำสูตรนี้ไปทำตามดูนะคะ รับรองว่า ขนมช่อมะลิ จะต้องอร่อยถูกใจทั้งคุณแม่และทุกคนในบ้านแน่นอนค่ะ

Categories
ขนมหวาน

แนะนำวิธีทำ ขนมบุหลันดั้นเมฆ ขนมโบราณหายากสูตรดั้งเดิมที่เพิ่มเติมความอร่อย

      ขนมบุหลันดั้นเมฆ ขนมไทยโบราณที่มีต้นกำเนิดมาจากในวัง เป็นขนมเลื่องชื่อที่สืบทอดมาตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ 2 เป็นเมนูขนมที่ได้แรงบันดาลใจในการทำมาจากเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ( รัชกาลที่ 2 ) โดยในบทเพลงนั้นได้มีการกล่าวถึงชื่อ “ บุหลันลอยเลื่อน ” หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ บุหลันลอยฟ้า ” ต่อมาได้มีการนำมาตั้งชื่อสูตรขนม และได้มีการเผยแพร่ต่อ ๆ กันมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งในปัจจุบันเมนูนี้หาทานแทบไม่ได้แล้ว ใครอยากทานคงต้องลองลงมือทำตามสูตรนี้ด้วยตัวเอง แล้วลองชิมดูว่าอร่อยแค่ไหน เชื่อว่าไม่ยากเกินความสามารถของเหล่าแม่ครัวยุคใหม่แน่นอนค่ะ

วิธีทำขนมบุหลันดั้นเมฆขนมโบราณหาทานยาก

      ขนมบุหลันดั้นเมฆ เมนูขนมน่าสนใจที่เราหยิบยกนำสูตรการทำมาฝากทุกคนในวันนี้ แม้จะเป็นเมนูที่มีขั้นตอนเยอะอยู่บ้างแต่รับรองว่าถ้าได้ลองทานจะต้องติดใจให้ทานแค่คำเดียวคงไม่พอแน่นอน มีขั้นตอนอะไรบ้างไปดูกัน

วัตถุดิบและส่วนผสมบุหลันดั้นเมฆ

– ดอกอัญชัน

– น้ำร้อนสำหรับคั้นน้ำอัญชัน

– กะทิ 120 กรัม

– แป้งข้าวเจ้า 10 กรัมสำหรับผสมกับกะทิ

– เกลือเล็กน้อย

– ไข่แดง 10 ฟอง

– น้ำตาลไอซิ่ง 60 กรัม

– กลิ่นวนิลาเล็กน้อย

– แป้งข้าวเจ้า 100 กรัมสำหรับผสมกับน้ำดอกอัญชัน

– แป้งท้าวยายม่อม 40 กรัม

– น้ำเปล่า 200 กรัม

– น้ำเชื่อม 350 กรัมพักไว้จนเย็น

– ถ้วยตะไลสำหรับนึ่งขนม

วิธีทำบุหลันดั้นเมฆ

– เราจะเริ่มจากการคัดดอกอัญชันกับน้ำร้อนให้ได้ปริมาณ 100 กรัม จากนั้นนำมาพักไว้ก่อน

– ผสมกะทิและแป้งข้าวเจ้าเข้าด้วยกัน จากนั้นนำไปเคี่ยวในกระทะในไฟระดับปานกลาง เคี่ยวจนได้ลักษณะเป็นเนื้อข้น จากนั้นใส่เกลือลงไปเล็กน้อยคนให้เข้ากัน ปิดไฟแล้วนำมาพักไว้ก่อน

– นำไข่แดงและน้ำตาลไอซิ่งมาผสมให้เข้ากัน เมื่อผสมเข้ากันดีแล้วเติมกลิ่นวนิลาลงไปเล็กน้อยเพื่อดับกลิ่นคาว คนผสมให้เข้ากันจากนั้นนำไปกรองให้ได้เนื้อเนียนละเอียด

– นำถ้วยตะไลไปนึ่งให้ร้อน จากนั้นนำส่วนผสมแป้งใส่ลงไปจนเกือบเต็มถ้วย ปิดฝานึ่งในน้ำเดือดประมาณ 2-3 นาที สังเกตว่าขอบขนมจะเริ่มมีสีที่เข้มขึ้นตรงกลางมีสีอ่อนๆ ให้รีบนำออกมาจากชุดนึงแล้วคว่ำถ้วยขนมลงในชาม ซึ่งแป้งที่ยังไม่สุกก็จะไหลออกมาทำให้ขนมเป็นหลุมตรงกลาง

– หยอดหัวกะทิที่เคี่ยวไว้แล้วใส่ลงไปในหลุม จากนั้นนำไปนึ่งต่ออีก 1 นาที เมื่อครบ 1 นาที แล้วให้หยอดส่วนผสมไข่แดงลงในหลุมอีกจากนั้นนำไปนึ่งต่ออีกประมาณ 5 นาที เมื่อครบ 5 นาที นำออกมาตักใส่ภาชนะสวยงามเป็นอันเสร็จเรียบร้อย พร้อมยกเสิร์ฟได้เลยค่ะ

ขนมบุหลันดั้นเมฆ คุณค่าดี ๆ ที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ

      ขนมบุหลันดั้นเมฆ ” เป็นขนมโบราณหาทานยากที่มีการตกทอดสืบต่อกันมายาวนานจนถึงปัจจุบัน จัดว่าเป็นเมนูที่มีคุณค่าทางโภชนาการหลากกหลาย อาทิเช่น คาร์โบไฮเดรต ได้มาจากแป้ง , โปรตีน ได้มาจากไข่ , ไขมัน ได้มาจากกะทิ , เกลือแร่ ได้มาจากเกลือป่น ฯลฯ

      การได้ทานขนม บุหลันดั้นเมฆรสชาติ อร่อยตามแบบฉบับขนมไทยโบราณนั้น นอกจากจะหาทานยากแล้ว วิธีทำบุหลันดั้นเมฆ ก็ค่อนข้างที่จะต้องพิถีพิถันและมีขั้นตอนมากกว่าการทำขนมสมัยใหม่ แต่หากมองในแง่รายได้แล้ว ก็จัดว่าเป็นเมนูขนมที่น่าสนใจไม่น้อย เนื่องจากเป็นขนมที่หาทานยาก รสชาติอร่อย แถมยังมีหน้าตน่าทานอีกด้วย สามารถทำขายสร้างรายได้เข้ากระเป๋าได้อีกทางหนึ่ง หากมีการปรับประยุกต์สูตรและวิธีในการทำเพิ่มเติม นำมาบรรจุในหีบห่อสวยงามทันสมัย นำออกขายออนไลน์และทำตามออเดอร์ที่สั่ง ไม่ต้องจำกักตุนสต็อกไว้ ไม่ต้องเสี่ยงกับวัตถุดิบเน่าเสียหาย และทำให้ลูกค้าได้ทานอาหารสดใหม่ทุกครั้ง เป็นอีกช่องทางสร้างรายได้ที่น่าสนใจที่เราอยากแนะนำสำหรับคนที่ชื่นชอบการทำขนมและทำทานกันเป็นประจำอยู่แล้ว ไม่แน่ว่าทำไปทำมาอาจเกิดไอเดียใหม่ ๆ ธุรกิจไปได้ไกล รับทรัพย์กันไม่ไหวเลยทีเดียวค่ะ

Categories
ขนมหวาน

ขนมหยกมณี เมนูขนมไทยโบราณ สีเขียวสวยสดน่ากิน หอม อร่อย นุ่มลิ้น

     “ ขนมหยกมณี ” เป็นขนมไทยโบราณที่ปัจจุบันหาทานกันค่อนข้างจะยากแล้ว เป็นขนมที่มีรสชาติหวาน มัน เค็ม อร่อย ทำมาจากเม็ดสาคูเอามาต้มในน้ำเชื่อมผสมกับน้ำใบเตยทำให้มีความเหนียวนุ่ม หอมน่าทาน แถมยังมีสีต้นตำหรับเป็นสีเขียวสดใสเหมือนสีของหยกมองดูแล้วสวยงามตามาก ๆ จึงเป็นที่มาของชื่อ “ หยกมณี ” นั่นเองค่ะ โดยต่อมามีการเพิ่มสีสันมากขึ้นไม่ว่าจะเป็น สีชมพู สีเหลือง สีม่วง ฯลฯ แต่ในเรื่องรสชาติความอร่อยนั้นก็ยังคงเหนียวนุ่มหอมอร่อยอยู่เช่นเดิม วันนี้เราก็เลยจะมาชวนทุกคนเข้าครัวทำขนมย้อนยุคกันบ้าง ลองเปลี่ยนมาเป็นแม่หญิงกันสักวัน ว่าแล้วก็เริ่มกันเลย !

แนะนำวิธีทำขนมหยกมณี ขนมไทยที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ

     ขนมหยกมณี ขนมที่มีความหวานหอม เหนียวนุ่ม ละมุนลิ้น เด็กทานได้ ผู้ใหญ่ทานเยอะ เป็นขนมหาทานค่อนข้างยาก แต่แม้ว่าจะหาทานยากสูตรการทำก็ยังคงมีอยู่อย่าปล่อยให้เสียเปล่า เรามาเริ่มทำทานกันเองเลยดีกว่าค่ะ 

ส่วนผสมและวัตถุดิบ

– สาคูเม็ดเล็ก 1 ถ้วยตวง

– ใบเตยหั่น 5-6 ใบ

– น้ำเปล่าหรือน้ำลอยดอกมะลิ ( สำหรับปั่นน้ำใบเตย ) 2 ถ้วยตวง

– น้ำสำหรับต้มสาคู 1 ½ ถ้วยตวง

– น้ำตาลทราย 1 ถ้วยตวง

– น้ำมะพร้าวทึนทึกขูดฝอย 1 ถ้วยตวง

– เกลือป่น 1 / 2 ช้อนชา

วิธีทำหยกมณี

– เริ่มจากการล้างสาคู โดยจะเทสาคูลงบนตะแกรง ใส่น้ำเปล่าตามลงไป แล้วใช้มือคนเล็กน้อยเทน้ำทิ้งทำแบบนี้ซ้ำ 2 รอบ จากนั้นนำสาคูมาพักไว้บนตะแกรงเพื่อให้สะเด็ดน้ำทิ้งไว้ประมาณ 10-20 นาที

– คั้นน้ำใบเตย เราจะเริ่มด้วยการหั่นใบเตยเป็นชิ้นเล็ก ๆ ใส่โถปั่นเติมน้ำเปล่าหรือน้ำลอยดอกมะลิลงไป จากนั้นปั่นให้ละเอียดกรองกากออกด้วยผ้าขาวบางหรือถุงกาแฟ เสร็จแล้วนำตั้งพักไว้ก่อน

-เมื่อพักสาคูจนครบ 15 นาทีแล้ว เทน้ำเปล่าใส่กระทะนำขึ้นตั้งไฟ โดยใช้ไฟแรง รอจนน้ำเดือด เมื่อน้ำเดือดแล้วให้ปรับลงมาที่ไฟระดับปานกลาง จากนั้นให้ใส่สาคูลงไป (ขั้นตอนนี้ให้เทสาคูลงไปเร็ว ๆ นะคะ) จากนั้นให้คนสาคูไปเรื่อย ๆ จนเริ่มจับตัวกันเป็นก้อน โดยจะมีลักษณะเป็นตากบ คือ จะมีสีขาวขุ่นอยู่ตรงกลางและข้างนอกเนื้อจะใสคล้ายวุ้นค่ะ

– ใส่น้ำใบเตยที่เตรียมเอาไว้ลงไป (ขั้นตอนนี้สามารถทำเป็น หยกมณีอัญชัน ได้ โดยการเปลี่ยนจากน้ำใบเตยเป็นน้ำที่ทำจากดอกอัญชันแทนได้ค่ะ) จากนั้นคนให้เข้ากันควรค่อย ๆ เทผสมไปเรื่อย ๆ ขั้นตอนนี้ถ้าชอบสาคูแบบที่เป็นตากบก็ให้ใส่น้ำตาลทรายลงไปได้เลยค่ะ แต่ถ้าชอบสาคูแบบสุกมากและไม่มีตากบสีขาวขุ่นตรงกลางด้านในให้กวนจนน้ำแห้งแล้วจึงค่อยใส่น้ำตาลทรายลงไป ขั้นตอนนี้แล้วแต่ความชอบของแต่ละคน ชอบประมาณไหนให้ใส่น้ำตาลลงตอนนั้นได้เลยค่ะ

– เมื่อใส่น้ำตาลทรายลงไปแล้วให้คนต่อไปอีกประมาณ 5 นาที หรือจนกว่าจะสังเกตเห็นว่าขนมมีลักษณะค่อนข้างอืดและข้นขึ้น

– เทขนมลงในถาดเกลี่ยให้ทั่ว ๆ กัน พักขนมไว้จนเย็น ในขั้นตอนนี้ระวังอย่านำมือลงไปจุ่มในขนมขณะที่ยังร้อนอยู่นะคะ แนะนำให้ใช้เป็นไม้พายหรืออุปกรณ์อื่น ๆ ในการเกลี่ยขนมจะดีกว่าค่ะ

– ระหว่างรอขนมให้เย็น เราจะทำการนึ่งมะพร้าวขูดรอไปพลาง ๆ ค่ะ โดยเราจะใช้ไฟแรง เป็นเวลา 15 นาที จากนั้นนำมะพร้าวใส่จานโรยเกลือแล้วคลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วนำมาตั้งพักไว้

– นำช้อนไปจุ่มน้ำเล็กน้อย จากนั้นนำมาตักขนมให้เป็นคำ ๆ วางลงบนมะพร้าวคลุกเคล้าขนมและมะพร้าวให้เข้ากัน จากนั้นตักใส่ภาชนะจัดวางให้สวยงามพร้อมยกเสิร์ฟได้เลยค่ะ

เพิ่มเติมสารอาหารดี ๆ ให้ขนมหยกมณีน่าทานได้ยังไงบ้าง ?

     ปัจจุบัน ขนมหยกมณี ได้มีการเพิ่มคุณค่าททางอาหารโดยมีการนำวัตถุดิบอื่น ๆ มาเผ็นส่วนผสมเพิ่มเติมลงไปด้วย อาทิเช่น ฟักทอง , ข้าวโพด , มัน , เผือก ฯลฯ โดยจะหั่นทำเป็นชิ้นเล็ก ๆ เพื่อให้สุกง่ายขึ้นและดูสวยงามน่าทาน และนอกจากการทำขนมให้เป็นสีเขียวจากใบเตยแล้วยังมีการเพิ่มสีสันที่แปลกใหม่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสีม่วงที่ได้มาจากสีของดอกอัญชัน โดยมีการเรียกชื่อตามสีว่า หยกมณีอัญชัน สีชมพู และสีเหลือง ที่ได้มาจากสีผสมอาหาร ฯลฯ

     วิธีทำหยกมณี แต่ละสูตรอาจจะมีวิธีการทำและเทคนิคเล็ก ๆ น้อย ๆบางอย่างแตกต่างกันออกไปบ้าง เราสามารถปรับประยุกต์กันได้ตามความชอบของแต่ละคนค่ะ หวังว่าสูตรขนมไทยโบราณแสนอร่อยที่เราได้แนะนำในวันนี้จะเป็นอีกหนึ่งเมนูที่ถูกใจนะคะและอย่าลืมนำไปลองทำตามกันดูนะคะ ไม่แน่ว่าอาจจะมีสูตรใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นมาจากไอเดียของคุณก็ได้ค่ะ 

Categories
ขนมหวาน

ขนมอินทนิล ขนมไทยสูตรโบราณ หวานอร่อย หอมใบเตย ทำไม่ยากแต่อร่อยมากแน่นอน

     ขนมอินทนิล เป็นขนมชาววังที่ขึ้นชื่อมากในสมัยก่อน และไม่มีวางขายตามท้องตลาดทั่วไป คนที่จะได้มีโอกาศลิ้มรสความอร่อยนี้จะต้องเป็นคนที่อยู่ในรั้วในวังเท่านั้น วัตถุดิบที่ใช้ทำในสมัยก่อนก็มีราคาแพงการที่คนทั่ว ๆ ไปจะซื้อหามาทำทานนั้นเป็นไปได้ยาก อีกทั้งสูตรการทำก็มีเฉพาะในวังเท่านั้นทำให้ขนมชนิดนี้ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปสักเท่าไหร่นัก 

ขอบคุณรูปภาพจาก www.bakery-lover.com

     ต่อมาจึงได้ค่อย ๆ แพร่กระจายออกมานอกวัง เริ่มมีความเจริญมากขึ้นวัตถุดิบต่าง ๆ ที่ต้องสั่งจากต่างประเทศก็เริ่มมีเข้ามาวางขายในประเทศมากขึ้น จึงทำให้คนทั่วไปสามารถซื้อหามาทำขนมชนิดนี้ทานกันได้บ้างในบางพื้นที่ 

     ปัจจุบันนี้กลายเป็นเมนูที่แทบจะไม่มีใครรู้จักกันแล้ว แต่ในเรื่องความอร่อยนั้นไม่ได้เปลี่ยนไปตามกาลเวลา ยังคงหอมอร่อยมัดจิตผูกใจคนที่ได้ทานอยู่หมัด พูดมาขนาดนี้เริ่มสนใจกันแล้วใช่มั้ยคะ ไม่ร่ายยาวให้เมื่อยเข้าครัวลงมือทำกันเลยดีกว่าค่ะ

เคล็ดไม่ลับฉบับโบราณ ขนมอินทนิล ขนมไทยที่ใครได้ชิมเป็นต้องติดใจ 

ขอบคุณรูปภาพจาก www.jaideemesuk.com

     ขนม อินทนิลน้ำกะทิ มีกลิ่นหอม รสชาติหวาน-มัน ทำทุกวันอร่อยกันทุกที เมนูขนมหายากที่แทบจะไม่มีใครรู้จักกันแล้วในยุคนี้ บางคนอาจจะไม่เคยรู้มาก่อนด้วยซ้ำว่ามี ขนมอินทนิล อยู่ด้วย หรือบางคนอาจจะเคยเห็นหน้าตามาบ้างแต่ก็ไม่รู้ว่าชื่อขนมอะไร จึงเป็นขนมที่ไม่ค่อยมีใครรู้จักกันสักเท่าไหร่นักในยุคปัจจุบัน 

     การจางหายไปตามกาลเวลาเป็นเรื่องธรรมดา แต่ว่าในเมื่อสูตรการทำยังอยู่เราลูกหลานคนรุ่นหลังควรที่จะนำกลับมาทำและกระจายสูตรความอร่อยนี้ให้คนทั่วไปได้รู้จักและกลับมาเป็นนิยม หากทำได้คงจะดีไม่น้อย เพราะทุกวันนี้วัตถุดิบในการทำหาได้ง่ายกว่าเมื่อก่อนอีกทั้งยังมีราคาไม่แพง ใคร ๆ ก็สามารถซื้อหาวัตถุดิบมาทำได้ ไม่จำเป็นจะต้องได้ทานกันเฉพาะกลุ่มคนมีเงินหรือคนที่อยู่มนรั้ววังเท่านั้น

ส่วนผสมทำขนม

-แป้งมันสำปะหลัง 2 ถ้วย

-น้ำใบเตย 4 ถ้วย

ส่วนผสมทำน้ำกะทิ

-น้ำกะทิ 4 ถ้วย (หัวกะทิ 1 ถ้วยตวงกับหางกะทิ 3 ถ้วยตวง) หรือกะทิกระป๋อง 4 ถ้วยตวง

-น้ำตาลทราย 1 ½ ถ้วยตวง

-เกลือป่น 1 ช้อนชา

-เทียนสำหรับอบขนม

วิธีทำอินทนิล

ขอบคุณรูปภาพจาก www.wongnai.com

-เริ่มจากทำน้ำกะทิอบควันเทียนกันก่อนโดยเทน้ำกะทิลงอ่างจุดเทียนอบขนมให้ไฟลามถึงตรงขี้ผึ้งแล้วดับเทียน ใส่เทียนลงถ้วยเล็ก ๆ แล้วนำไปใส่ไว้ในอ่างน้ำกะทิ ปิดฝาอบน้ำกะทิไว้ประมาณ 30 นาทีแล้วจุดเทียนอบซ้ำอีก 1-2 ครั้ง ถ้ามีดอกกระดังงาก็ให้ใส่เข้าไปอบรวมพร้อมกันกับเทียนจะทำให้ได้ความหอมกรุ่นแบบไทย ๆ มากยิ่งขึ้น

-พอได้น้ำกะทิอบควันเทียนแล้วให้นำน้ำกะทิใส่หม้อ นำขึ้นตั้งไฟใช้ไฟในระดับปานกลาง เมื่อน้ำกะทิเริ่มร้อนแล้วให้ใส่น้ำตาลทรายและเกลือป่นคนผสมรวมกันให้ละลาย จากนั้นรอจนน้ำกะทิเดือดอีกครั้งแล้วยกลงตั้งพักไว้

-ขั้นตอนการทำตัวขนมเราจะเริ่มจากการผสมแป้งและน้ำใบเตยเข้าด้วยกัน คนแป้งให้ละลายเข้ากับน้ำใบเตยจนเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นให้นำน้ำใบเตยใส่หม้อนำขึ้นตั้งไฟโดยให้ใช้ไฟในระดับอ่อน ในขั้นตอนนี้ให้ใช้พายกวนตลอด ระวังอย่าให้ก้นหม้อไหม้นะคะ กวนต่อไปจนขนมสุกโดยตัวแป้งจะเริ่มเหนียวและใสขึ้น เมื่อแป้งสุกจนทั่วกันแล้วให้นำหม้อลงแช่ในอ่างน้ำแข็งเพื่อลดอุณหภูมิของตัวขนมไม่ให้ร้อนเกินไป ซึ่งถ้าหากร้อนเกินไปจะทำให้ขนมไม่สามารถจับตัวกันได้

-เตรียมถ้วยใส่น้ำเอาไว้ใช้มือจุ่มก่อนหยิบแป้งเพื่อป้องกันไม่ให้ขนมติดมือ เมื่อจุ่มน้ำให้มือเปียกแล้ว ให้หยิบแป้งขึ้นมาปั้นกลม ๆ ในขนาดพอดีคำ จากนั้นหย่อนลงในน้ำกะทิที่เตรียมไว้ ทำไปได้เรื่อย ๆ จนกว่าแป้งจะหมด โดยตัวขนมที่ดีแป้งจะต้องไม่แข็งเป็นไตตรงกลาง จะต้องมีความนุ่มยืดหยุ่นเสมอกัน จากนั้นตักขนมใส่ถ้วยใส่น้ำแข็งทุบแล้วจัดเสิร์ฟความอร่อยแจกให้ทุกคนได้เลยค่ะ


ขนมอินทนิล ขนมชาววังสมัยโบราณความอร่อยที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก

     ขนมอินทนิล เป็นขนมที่ทำจากแป้งมันสำปะหลังเนื้อเหนียวนุ่ม นำมาเคี่ยวในน้ำใบเตยคู่กับน้ำกะทิหอมควันเทียน ในสมัยก่อนเป็นขนมที่ทำกันเฉพาะในวังเท่านั้นเนื่องจากต้องสั่งแป้งมันสำปะหลังซึ่งมีราคาแพงมากมาจากประเทศสิงคโปร์ อีกทั้งมีขั้นตอนในการทำที่ต้องใช้ความพิถีพิถันค่อนข้างมากโดยต้องใช้กะทิอบควันเทียนหอมมากถึง 4 ครั้ง จึงเป็นขนมที่ไม่ใช่จะหาทานได้ง่าย ๆ มาตั้งแต่สมัยก่อน 

     แม้ว่า วิธีทำอินทนิล จะมีขั้นตอนค่อนข้างเยอะ แต่ในปัจจุบันวัตถุดิบที่ต้องใช้หาง่ายและมีราคาถูกกว่าในสมัยก่อนจึงทำให้เมนูนี้กลายเป็น ของว่างไทยง่าย ๆ ได้ไม่ยากเพียงแค่เรารู้วิธีการทำและลงมือทำ เพียงเท่านี้ก็จะได้ทานขนมไทยโบราณอร่อย ๆ กันแล้วล่ะค่ะ

Categories
ขนมหวาน

คุกกี้ไอติม เมนูเบเกอรี่ที่จะทำให้คุณยิ้มได้ ด้วยสีสันอันสดใสและรสชาติแสนอร่อย

     คุกกี้ไอติม เป็นคุกกี้ที่มีหลายขนาด หลากสีสัน และรสชาติก็จะมีความแตกต่างกันออกไปตามสูตรต่าง ๆ คุกกี้ในยุคนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่แป้งอบกรอบเท่านั้น ปัจจุบันได้มีการพัฒนาสูตรความอร่อย มีการตกแต่งทำสีสันให้ดูสวยงามน่าทานมากขึ้น นำเสนอในหลากหลายรูปแบบไม่น่าเบื่อ จะทำไว้ทานเองที่บ้านก็ได้ จะทำขายก็ยิ่งดีใหญ่ วันนี้เราจึงได้นำสูตรการทำคุกกี้อร่อย ๆ ให้ทุกคนได้ลองทำตามกันค่ะ 

วิธีทำคุกกี้ไอติมเนยสดด้วยหม้ออบลมร้อน ทำง่าย อร่อยชัวร์

     คุกกี้ไอติม ชื่อนี้สายกินได้ยินเป็นต้องหูผึ่งแน่นอน ! ในวันว่าง ๆ เราก็เลยจะมาชวนคนชอบของหวานเข้าครัวลงมือทำเบเกอรี่แสนอร่อยเอาไว้ทานกับชา กาแฟ กันสักหน่อย ว่าแล้วก็ลุยเลย !

ส่วนผสมและวัตถุดิบ

-ไข่ไก่ 3 ฟอง

-น้ำตาล 350 กรัม

-แป้ง 200 กรัม

-เนยเค็ม 200 กรัม

-กลิ่นวนิลา 3 ฝา

วิธีการทำ

คุกกี้ไอติม สูตร เด็ดที่เรานำมาฝากในวันนี้จะเริ่มจากการตีเนยให้ฟูจนเป็นสีอ่อนลง โดยภาชนะที่นำมาใช้ตีเนยนั้นจะต้องเป็นภาชนะที่แห้งสนิทไม่เปียกน้ำ เมื่อตีเนยจนได้ที่แล้วให้นำมาตั้งพักไว้ก่อน

-นำไข่ น้ำตาล และสีผสมอาหาร มาตีรวมให้เข้ากันโดยให้ตีจนน้ำตาลละลาย เมื่อน้ำตาลละลายดีแล้วให้ร่อนแป้งใส่ตามลงไป คนให้เข้ากันอย่างเบามือ เมื่อเข้ากันดีแล้วให้นำเนยที่ได้ตีผสมไว้ในขั้นตอนแรกมาเทใส่ตามลงไปแล้วคนผสมให้เข้ากันในขั้นตอนนี้ให้สังเกตว่าเนื้อแป้งมีความแข็งหรือเหลวเกินไปหรือไม่ ถ้าเนื้อแป้งมีลักษณะที่เหลวเกินไปให้ค่อย ๆ เติมแป้งเพิ่มลงไป แต่ถ้าแข็งไปให้ค่อย ๆ เติมนมสดหรือน้ำเปล่าลงไปคนให้เข้ากันก็จะได้เนื้อที่มีความพอดีกับการใช้สกู๊ปตักได้ค่ะ

-นำกระดาษไขรองพื้นภาชนะที่จะนำเข้าเตาอบ จากนั้นใช้สกู๊ปตักส่วนผสมที่ได้วางใส่ภาชนะสำหรับที่จะอบ โดยเว้นระยะห่างระหว่างชิ้นประมาณ 1 นิ้ว เพื่อที่เวลาอบคุกกี้จะได้ขยายตัวได้พอดี ไม่ติดกันเป็นแพ 

-ระหว่างนั้นให้วอร์มหม้ออบหรือเตาอบไว้รอก่อนนะคะ กรณีใช้หม้ออบให้รองน้ำก่อนเล็กน้อยเปิดไฟไว้ที่ 170 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 30 นาที จากนั้นนำแป้งเข้าอบในอุณหภูมิ 150 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 20 นาที และต่อด้วยการลดไฟลงเป็น 125 องศาเซลเซียส แล้วอบต่ออีกเป็นเวลา 10 นาที เพียงเท่านี้เมนู คุกกี้ไอติมเนยสด ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อยพร้อมยกเสิร์ฟได้แล้วค่ะ

     หม้ออบหรือเตาอบกรณีใช้หม้ออบให้รองน้ำเล็กน้อยเปิดไฟไว้ที่ 170 องศาเป็นเวลา 30 นาที จากนั้นนำเนื้อคุ้กกี้เข้าอบในอุณหภูมิ 150 องศาเป็นเวลา 20 นาทีและลดไฟลง 125 องศาอบต่ออีกเป็นเวลา 10 นาที เพียงเท่านี้เมนูคุกกี้ไอติมก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อยพร้อมยกเสิร์ฟได้แล้วค่ะ

ประโยชน์และคุณค่าทางโภชนาการของคุกกี้ไอติม

     คุกกี้ไอติม เมนูเบเกอรี่หลากหลายสีสันที่มีรสชาติหวาน มัน กรุบกรอบ อร่อยลิ้น นิยมนำมาทานเป็นขนมหรือของว่างทานคู่กับเครื่องดื่มต่าง ๆ ทานไปเพลินไปชิว ๆ แต่นอกจากความอร่อยแล้ว คุกกี้ไอติมเนยสด ยังเต็มไปด้วยสารอาหารต่าง ๆ อีกมากมาย โดย คุกกี้ไอติมสูตรอร่อย นี้ประกอบด้วย แคลอรี่ พลังงาน คาร์โบไฮเดรต ไขมันอิ่มตัว ไขมันไม่อิ่มตัว วิตามิน โปรตีน โพแทสเซียม โซเดียม ใยอาหาร ฯลฯ 

     จัดว่าเป็นเมนูขนมที่มีสารอาหารอยู่มากมายทีเดียวค่ะ แต่จะทานคนเดียวก็อาจจะทำให้อ้วนได้ง่าย ๆ เลยล่ะค่ะ ดังนั้นสาว ๆ ควรแบ่งปันให้เพื่อนทานด้วยจะดีกว่านะคะ เพราะถ้าทานคนเดียวรับรองน้ำหนักขึ้นขั้นสุดฉุดยังไงก็ไม่อยู่แน่นอน ทางที่ดีแนะนำให้หาแนวร่วมสัก 2-3 คน มาแชร์ความอร่อยไปด้วยกัน แบ่ง ๆ กันไปได้ใจเพื่อนแถมได้เช็คเรตติ้งด้วย !

     นอกจากมีน้ำใจแบ่งปันคนรอบข้างแล้ว ยังสามารถทำเป็นอาชีพเสริมหารายได้ในช่วงวันว่าง ๆ ได้อีกด้วย เนื่องจากคุกกี้เป็นขนมที่สามารถเก็บไว้ได้นานหลายวัน แถมยังทำได้หลากหลายรูปแบบ อีกทั้งการใส่ในบรรจุภัณฑ์ที่สวยงามน่าสนใจยังช่วยให้คุกกี้ของคุณน่าทานมากขึ้นด้วย ลองทำตรามสูตรที่เราแนะนำไปนี้แล้วนำไปขายออนไลน์ได้แบบง่าย ๆ พอมีออเดอร์สั่งมาปุ๊บเราก็จัดให้ปั๊บ แบบนี้ลูกค้าก็จะได้ของที่สดใหม่เอาไว้ทาน มีความสะอาดปลอดภัย ไร้สารกันบูด ไร้สารปนเปื้อน แถมเรทราคาซื้อ-ขายก็ตั้งได้ตามความเหมาะสมเลยค่ะ ว่าแล้ววันหยุดสุดสัปดาห์ที่จะถึงนี้เข้าครัวลงมือทำกันเลยนะคะ